FIFO vs ต้นทุนจริงในหุ้นต่างประเทศ — เลือกวิธีไหน เมื่อไหร่

เมื่อนำกำไรจากหุ้นต่างประเทศกลับเข้าไทยตามเกณฑ์ ป.161/162 วิธีคำนวณต้นทุนแบบ FIFO กับต้นทุนถัวเฉลี่ยให้ตัวเลขภาษีต่างกัน บทความนี้อธิบายทั้งสองวิธีด้วยตัวอย่างตัวเลขจริง พร้อมแนวทางที่กรมสรรพากรยอมรับ

เมื่อนักลงทุนรายหนึ่งโอนเงิน 200,000 ดอลลาร์กลับเข้าประเทศไทย เขาแปลกใจที่นักบัญชีสองคนคำนวณภาษีออกมาต่างกันถึง 80,000 บาท โดยที่ทั้งคู่ใช้ตัวเลขชุดเดิม ข้อมูลชุดเดิม และอ้างอิงกฎหมายชุดเดิม ความต่างนั้นมาจากสิ่งเดียว — วิธีที่เลือกคำนวณ cost basis หรือ “ต้นทุน” ของหุ้นที่ขายไป

สำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นต่างประเทศและอยู่ในประเทศไทยเกิน 180 วันต่อปี คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.161/2566 และ ป.162/2566 กำหนดว่ากำไรที่เกิดตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 และนำเข้ามาในไทยจะต้องเสียภาษี แต่คำสั่งเหล่านี้ไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้วิธีคำนวณต้นทุนแบบใดเป็นแบบเดียว — และตรงนี้คือจุดที่นักลงทุนหลายคนพลาดโอกาส

ทำไมวิธีคำนวณต้นทุนถึงสำคัญ

กำไรจากการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ = ราคาขาย − ต้นทุน

ตัวเลขที่ดูเหมือนชัดเจนกลับมีความคลุมเครือทันทีที่นักลงทุนซื้อหุ้นตัวเดียวกันหลายครั้งในราคาที่ต่างกัน เมื่อขายออกมาบางส่วน คำถามคือ “เราขายหุ้นล็อตไหน?” เพราะแต่ละล็อตมีต้นทุนต่างกัน และต้นทุนที่ต่างกันให้กำไร — และภาษี — ต่างกัน

ภายใต้เกณฑ์ ป.161/162 สิ่งที่นำเข้ามาในไทยและต้องเสียภาษีคือ ส่วนที่เป็นกำไรหรือรายได้เท่านั้น ไม่ใช่ยอดโอนทั้งหมด เงินทุนเดิมที่เคยเสียภาษีก่อนลงทุนออกไปไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมินใหม่ ดังนั้นยิ่งคำนวณต้นทุนได้ถูกต้องและสูงขึ้น กำไรที่ต้องเสียภาษีก็ยิ่งน้อยลง

FIFO คืออะไร และทำงานยังไงกับหุ้นต่างประเทศ

FIFO ย่อมาจาก First-In, First-Out — หลักการง่ายๆ ว่า หุ้นที่ซื้อก่อนก็ขายออกก่อน ในการคำนวณต้นทุน

ตัวอย่าง: นักลงทุนซื้อ MSFT สามครั้ง

ครั้ง วันที่ จำนวน ราคา/หุ้น (USD) ต้นทุนรวม
ครั้งที่ 1 ม.ค. 67 50 หุ้น 380 19,000
ครั้งที่ 2 เม.ย. 67 50 หุ้น 420 21,000
ครั้งที่ 3 ส.ค. 67 50 หุ้น 450 22,500

เมื่อขาย 60 หุ้นที่ราคา 490 USD/หุ้น: - วิธี FIFO: ต้นทุนคือ 50 หุ้นจากครั้งที่ 1 (50 × 380 = 19,000) + 10 หุ้นจากครั้งที่ 2 (10 × 420 = 4,200) = 23,200 USD - กำไร FIFO = (60 × 490) − 23,200 = 29,400 − 23,200 = 6,200 USD

FIFO มีข้อดีในตลาดขาขึ้น เพราะหุ้นล็อตแรกมักมีต้นทุนต่ำที่สุด แต่กลับทำให้ กำไรสูงขึ้น เพราะต้นทุนที่เทียบกับราคาขายต่ำกว่า

โบรกเกอร์หลายแห่งอย่าง Interactive Brokers ใช้ FIFO เป็น default เว้นแต่ผู้ใช้จะเลือกเปลี่ยน

ต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ — อีกวิธีที่กรมสรรพากรยอมรับ

วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Cost หรือ Weighted Average) คำนวณต้นทุนรวมของทุกหุ้นที่ถือ แล้วหารด้วยจำนวนหุ้น ทุกครั้งที่ซื้อเพิ่ม ค่าเฉลี่ยจะถูก recalculate ใหม่

จากตัวอย่างเดิม หลังซื้อทั้งสามครั้ง: - จำนวนหุ้นทั้งหมด: 150 หุ้น - ต้นทุนทั้งหมด: 19,000 + 21,000 + 22,500 = 62,500 USD - ต้นทุนถัวเฉลี่ย = 62,500 ÷ 150 = 416.67 USD/หุ้น

เมื่อขาย 60 หุ้นที่ราคา 490 USD: - ต้นทุน (Weighted Average): 60 × 416.67 = 25,000 USD - กำไร = 29,400 − 25,000 = 4,400 USD

ในกรณีตลาดขาขึ้นแบบนี้ วิธีถัวเฉลี่ยให้กำไร 4,400 USD ต่ำกว่า FIFO ซึ่งอยู่ที่ 6,200 USD

ความต่าง 1,800 USD นี้ หากแปลงเป็นเงินบาทที่อัตรา 35 บาท/ดอลลาร์ และอยู่ในฐานภาษีสูงสุด 35% จะหมายถึงภาษีต่างกันประมาณ 22,050 บาท จากการขายครั้งเดียว

เปรียบเทียบตัวเลขในตลาดแตกต่างกัน

ผลของวิธีที่เลือกไม่ใช่ตายตัว ขึ้นอยู่กับทิศทางตลาดและช่วงเวลาที่ซื้อ

สถานการณ์ FIFO ถัวเฉลี่ย ใช้วิธีไหนประหยัดกว่า
ตลาดขาขึ้นสม่ำเสมอ กำไรสูง (ล็อตแรกถูก vs ราคาขายสูง) กำไรปานกลาง ถัวเฉลี่ย
ตลาดขาลง กำไรต่ำหรือขาดทุน (ล็อตแรกถูก) กำไรต่ำกว่าเฉลี่ย ขึ้นกับกรณี
ซื้อสม่ำเสมอในราคาใกล้เคียงกัน ใกล้เคียงกัน ใกล้เคียงกัน ความต่างน้อย
ซื้อล็อตแรกถูกมาก ล็อตหลังแพง กำไรสูงมาก กำไรปานกลาง ถัวเฉลี่ย อย่างชัดเจน

สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนอย่างสม่ำเสมอมาหลายปีในตลาดขาขึ้น วิธีถัวเฉลี่ยมักให้กำไรที่ต้องเสียภาษีต่ำกว่า FIFO อย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่กรมสรรพากรกำหนด — เลือกได้ แต่ต้องสม่ำเสมอ

คำสั่งกรมสรรพากร ป.161/162 และ คำถาม-คำตอบทางการจากกรมสรรพากร ไม่ได้บังคับว่านักลงทุนต้องใช้วิธีใดวิธีหนึ่งเป็นมาตรฐาน

หลักการที่นักวางแผนภาษีมักอ้างอิงและสอดคล้องกับแนวทางทั่วไปในการยื่นภาษีไทยคือ:

  1. เลือกได้ระหว่าง FIFO กับถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (หรือวิธีต้นทุนจริงรายล็อตถ้ามีหลักฐาน)
  2. ใช้วิธีเดิมสม่ำเสมอตลอดปีภาษีนั้น — ห้ามสลับวิธีกลางปี
  3. มีเอกสารสนับสนุน — รายการซื้อขายจากโบรกเกอร์ต้องสอดคล้องกับวิธีที่เลือก

ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนหลายคนมองข้ามคือ ถ้าไม่มีบันทึกการซื้อขายที่ชัดเจน กรมสรรพากรมีสิทธิ์ใช้วิธีที่ตนเห็นสมควร ซึ่งในทางปฏิบัติมักอ้างอิง FIFO — ซึ่งในตลาดขาขึ้นจะให้กำไรสูงกว่าและภาษีสูงกว่า

ดังนั้น การมีบันทึกที่ดีคือฐานของสิทธิ์ในการเลือกวิธี

เงินก่อน 2567 — ชั้นที่ต้องแยกออกก่อน

ก่อนเลือกวิธีคำนวณต้นทุน นักลงทุนต้องแยก “ชั้น” ของเงินในบัญชีต่างประเทศออกก่อน:

เงินและกำไรที่เกิดก่อน 1 มกราคม 2567 ยังคงอยู่ภายใต้กฎเดิม — หากไม่ได้นำเข้ามาในปีเดียวกันกับที่เกิดกำไร ก็ไม่ต้องเสียภาษีตามเกณฑ์ใหม่ ส่วนนี้เรียกว่า “grandfather funds” และถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินที่นำเข้าเป็นส่วนนี้ก็จะได้รับการยกเว้น

เงินและกำไรที่เกิดตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไปคือส่วนที่ต้องนำมาคำนวณ และตรงนี้แหละที่การเลือกวิธีต้นทุนมีผล

ในกรณีที่บัญชีมีเงินปนกันระหว่างสองช่วงเวลา การแยกต้องอาศัยเอกสารตั้งแต่ต้น — ทั้งรายการซื้อหุ้น รายการปันผล และการโอนเงินออก-เข้า รายละเอียดของกฎ grandfather อยู่ในบทความเกี่ยวกับ por-161-cutoff-grandfather-rules ซึ่งจะกล่าวถึงในโอกาสถัดไป

แนวทางปฏิบัติ — สรุปสำหรับนักลงทุนหุ้นนอก

การเลือกวิธีคำนวณต้นทุนไม่ใช่การ “หลีกเลี่ยงภาษี” — เป็นสิทธิ์ที่กฎหมายเปิดให้และนักวางแผนภาษีทั่วโลกใช้กัน สิ่งที่ต้องระวังคือ:

  • อย่าผสมวิธีกลางปี — เลือกแล้วใช้ตลอดปีนั้น
  • บันทึกต้นทุนทุกครั้งที่ซื้อ พร้อมวันที่และอัตราแลกเปลี่ยน
  • ตรวจสอบว่าโบรกเกอร์ใช้วิธีไหน — IBKR และบางแห่ง default เป็น FIFO ถ้าต้องการเปลี่ยนต้องทำตั้งแต่ก่อนขาย
  • แยกเงินก่อน 2567 ให้ชัดก่อน ค่อยเลือกวิธีสำหรับส่วนที่ต้องคำนวณ
  • ปรึกษา CPA ที่เชี่ยวชาญด้านภาษีต่างประเทศ โดยเฉพาะพอร์ตที่มีหลายล็อตหรือหลายสกุลเงิน

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการบันทึกต้นทุนและติดตามกำไรอย่างเป็นระบบ Stack มีโมดูลบันทึกธุรกรรมหุ้นต่างประเทศที่รองรับการแสดงผลต้นทุนแต่ละล็อต และช่วยแยกส่วนที่นำเข้าเป็นเงินทุน กำไร หรือเงินปันผล เพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับ ภ.ง.ด.90 ปลายปี

ในบทความถัดไป เราจะพูดถึงขั้นตอนการขอเครดิตภาษีต่างประเทศ (foreign tax credit) ในแบบ ภ.ง.ด.90 — วิธีนำภาษีที่หักในประเทศต้นทางมาลดภาระภาษีในไทย


แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

ℹ️ Stack เป็นเครื่องมือบันทึก ไม่ใช่ที่ปรึกษาการลงทุนหรือภาษี บทความนี้สำหรับการศึกษาเท่านั้น · ตัดสินใจของคุณเอง · ตรวจสอบกับนักบัญชี/ที่ปรึกษาก่อนเสมอ

พร้อมลองเห็นพอร์ตของคุณในที่เดียวไหม?

Stack รวมหุ้น กองทุน อสังหาฯ ทอง คริปโต ในแอปเดียว บน macOS และ Windows · ทดลองฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต