- ป.161/2566 และ ป.162/2566 คืออะไร
- ใครต้องเสียภาษีจากเงินได้ต่างประเทศ
- ขั้นตอนที่ 1 — การแลกเงินก่อนโอนออก
- ขั้นตอนที่ 2 — การโอนเงินออกตามกฎ BOT
- ขั้นตอนที่ 3 — การบันทึกระหว่างถือสินทรัพย์ต่างประเทศ
- ขั้นตอนที่ 4 — การคำนวณภาษีเมื่อโอนเงินกลับเข้าไทย
- ขั้นตอนที่ 5 — การกรอกแบบ ภ.ง.ด.90
- LTR Visa — สิทธิยกเว้นภาษีจากเงินได้ต่างประเทศ
- การจัดเก็บเอกสาร
- คำถามที่พบบ่อย
- เครื่องมือที่ช่วยจัดระเบียบข้อมูล
- สรุป
สำหรับผู้ที่ลงทุนในหุ้นและกองทุนต่างประเทศและอยู่อาศัยในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา ภาระทางภาษีจากการนำเงินกลับเข้าประเทศได้ เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.161/2566 และ ป.162/2566 ได้ปรับปรุงวิธีการตีความมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวล รัษฎากร และส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนรายย่อยที่ลงทุนผ่านโบรกเกอร์ ต่างประเทศ เช่น Interactive Brokers, InnovestX Global, Liberator และ Settrade Global Equity
บทความนี้รวบรวมข้อมูลที่นักลงทุนจำเป็นต้องทราบ — ตั้งแต่ขั้นตอน ก่อนการลงทุน (การแลกเงินและการรายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย) ไปจนถึง ขั้นตอนการคำนวณภาษีและการกรอกแบบ ภ.ง.ด.90 — โดยอ้างอิงจากเอกสาร ทางการของกรมสรรพากร (rd.go.th) ธนาคารแห่งประเทศไทย (bot.or.th) และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ป.161/2566 และ ป.162/2566 คืออะไร
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.161/2566 ลงวันที่ 15 กันยายน 2566 ออกโดยอธิบดีกรมสรรพากรเพื่อชี้แจงวิธีตีความและการบังคับใช้ มาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร โดยมีหลักการสำคัญคือ บุคคล ธรรมดาผู้อยู่ในประเทศไทยที่มีเงินได้พึงประเมินจากแหล่งเงินได้ ต่างประเทศ — ไม่ว่าจะเป็นเงินได้จากการทำงานในต่างประเทศ จากกิจการ ในต่างประเทศ หรือจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ — และได้นำเงินได้ นั้นเข้ามาในประเทศไทย จะต้องนำเงินได้ดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสีย ภาษีในปีภาษีที่นำเงินเข้ามา
ต่อมา คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.162/2566 ได้ออกเพิ่มเติม เพื่อกำหนดช่วงเวลาเริ่มต้นที่หลักเกณฑ์ใหม่จะมีผลบังคับใช้ คือเฉพาะ เงินได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป ส่วนเงินได้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 ยังคงใช้หลักเกณฑ์ เดิมตามที่กรมสรรพากรเคยตีความก่อนหน้า
ความแตกต่างจากการตีความเดิมที่สำคัญคือ ในอดีตการนำเงินกลับเข้า ประเทศไทยจะต้องเสียภาษีเฉพาะเมื่อนำเข้ามาภายในปีภาษีเดียวกันกับ ที่เกิดเงินได้ ทำให้นักลงทุนหลายรายเลือกชะลอการนำเงินกลับเข้ามา ข้ามปีภาษีเพื่อไม่ต้องเสียภาษี หลักเกณฑ์ใหม่ตามคำสั่งทั้งสองฉบับ ได้ปิดช่องว่างนี้ลง โดยเงินได้ที่เกิดตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 จะต้อง เสียภาษีเมื่อนำเข้ามาในไทย ไม่ว่าจะนำเข้าในปีไหนก็ตาม
ใครต้องเสียภาษีจากเงินได้ต่างประเทศ
จากการตีความมาตรา 41 วรรคสอง ร่วมกับคำสั่ง ป.161/162 ผู้ที่มีภาระ ต้องเสียภาษีคือผู้ที่เข้าเงื่อนไขทั้งสามข้อต่อไปนี้พร้อมกัน:
- เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ตามนิยามของกฎหมายภาษี — หมายถึง ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยรวมกัน ตั้งแต่ 180 วันขึ้นไป ในปีภาษีนั้น (ไม่จำเป็นต้องเป็นวันต่อเนื่อง)
- มีเงินได้พึงประเมินจากแหล่งเงินได้ต่างประเทศ — รวมถึงกำไรจาก การขายหุ้นต่างประเทศ เงินปันผลจากบริษัทต่างชาติ ดอกเบี้ยจาก ตราสารหนี้ต่างประเทศ ค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ และเงินได้จากการทำงานในต่างประเทศ
- นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย — ไม่ว่าจะผ่านการโอนเงิน ผ่านธนาคาร การรับโดยตรง หรือวิธีอื่นใดก็ตาม
หากเข้าเงื่อนไขทั้งสามข้อพร้อมกัน ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องนำเงินได้ ส่วนที่นำเข้ามาคำนวณภาษีในปีภาษีที่นำเข้ามา และยื่นแบบแสดงรายการ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป
ขั้นตอนที่ 1 — การแลกเงินก่อนโอนออก
ก่อนการลงทุนในต่างประเทศ ขั้นตอนแรกคือการแลกเงินบาทเป็นสกุลเงิน ต่างประเทศ (โดยทั่วไปคือดอลลาร์สหรัฐสำหรับการลงทุนในตลาดสหรัฐฯ หรือสกุลเงินอื่นตามตลาดที่ลงทุน) การแลกเงินสามารถทำได้ผ่านธนาคาร พาณิชย์ในประเทศไทย โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์นั้นๆ ในวันที่ทำธุรกรรม
นักลงทุนควรเก็บหลักฐานการแลกเงินไว้ทุกครั้ง โดยเฉพาะ บันทึก จำนวนเงินบาทที่จ่ายออก จำนวนสกุลเงินต่างประเทศที่ได้รับ และอัตรา แลกเปลี่ยน ณ วันที่ทำธุรกรรม ข้อมูลเหล่านี้จะมีความสำคัญในขั้น ตอนการคำนวณภาษี เพราะจะใช้กำหนดต้นทุนการลงทุน (cost basis) ของ สินทรัพย์ที่ซื้อในต่างประเทศ
ข้อสังเกตคือ อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์มักมีส่วนต่าง (spread) จากอัตราอ้างอิงของธนาคารแห่งประเทศไทย ในขั้นตอนการคำนวณภาษีในภายหลัง นักลงทุนสามารถเลือกใช้อัตราของธนาคารพาณิชย์หรืออัตราอ้างอิงของ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ ตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร — โดย กรมสรรพากรประกาศไว้ที่ rd.go.th/25611.html
ขั้นตอนที่ 2 — การโอนเงินออกตามกฎ BOT
ในปี 2563 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับปรุงเกณฑ์การออกไปลงทุนใน หลักทรัพย์ต่างประเทศของผู้ลงทุนรายย่อย เพื่อให้สามารถลงทุนได้สะดวก ขึ้น โดยมีรายละเอียดเผยแพร่ไว้ที่ bot.or.th — การลงทุนต่างประเทศ สำหรับผู้ลงทุนรายย่อย
ข้อกำหนดที่นักลงทุนรายย่อยควรทราบ:
กรณีลงทุนผ่านตัวแทนในประเทศ (เช่น โบรกเกอร์ไทยที่ให้บริการ ลงทุนต่างประเทศอย่าง InnovestX Global, Liberator, KS Securities, Settrade Global Equity, Pi Securities) — ผู้ลงทุนรายย่อยไม่ต้อง ลงทะเบียนกับธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยตนเอง ตัวแทนในประเทศจะเป็น ผู้ดำเนินการรายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทยให้แทน
กรณีลงทุนโดยตรงผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศ (เช่น Interactive Brokers, Saxo Bank, TD Ameritrade) โดยไม่ผ่านตัวแทนในประเทศ — ผู้ลงทุนรายย่อยต้อง ยื่นแบบแจ้งความประสงค์ลงทุนต่างประเทศ และ รายงานข้อมูลการลงทุนต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยมีวงเงินขั้นสูง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อราย สำหรับการลงทุน ในต่างประเทศ
นักลงทุนที่ใช้โบรกเกอร์ต่างประเทศโดยตรง ควรศึกษาขั้นตอนการรายงานที่ bot.or.th — กฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ก่อนการ ลงทุนครั้งแรก และเก็บหลักฐานการรายงานไว้ตลอดอายุการถือสินทรัพย์
ขั้นตอนที่ 3 — การบันทึกระหว่างถือสินทรัพย์ต่างประเทศ
ระหว่างที่นักลงทุนถือสินทรัพย์ในต่างประเทศ ข้อมูลที่ควรเก็บอย่างเป็น ระบบเพื่อใช้ในการคำนวณภาษีในภายหลัง ได้แก่:
- รายการซื้อ-ขายหลักทรัพย์ ทุกครั้ง พร้อมวันที่ ราคา จำนวน และ ค่าธรรมเนียม
- เงินปันผลที่ได้รับ พร้อมวันที่และจำนวนที่ได้รับสุทธิ (หลังหัก ภาษี ณ ที่จ่ายในประเทศต้นทาง หากมี)
- ดอกเบี้ยที่ได้รับ จากตราสารหนี้หรือเงินฝากในต่างประเทศ
- กำไรจากการแลกเปลี่ยนเงินตรา ที่เกิดขึ้นจากการแปลงสกุลเงิน ระหว่างถือพอร์ต
- ภาษีที่จ่ายในต่างประเทศ (foreign withholding tax) — สำคัญ สำหรับการขอเครดิตภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อน หากประเทศนั้นๆ มีอนุสัญญา กับประเทศไทย
โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ให้รายงาน annual statement ที่สรุปข้อมูลเหล่านี้ อยู่แล้ว แต่นักลงทุนที่ใช้โบรกเกอร์หลายเจ้าจะต้องรวบรวมข้อมูลจาก หลายแหล่งเข้าด้วยกัน ในขั้นตอนนี้ การมีเครื่องมือที่ช่วยจัดระเบียบ ข้อมูลในจุดเดียวจะช่วยลดความเสี่ยงในการพลาดข้อมูลเมื่อต้องยื่นภาษี
ขั้นตอนที่ 4 — การคำนวณภาษีเมื่อโอนเงินกลับเข้าไทย
เมื่อนักลงทุนตัดสินใจโอนเงินกลับเข้าประเทศไทย กระบวนการคำนวณภาษี มีหลายขั้นตอนที่ต้องดำเนินการตามลำดับ
ขั้นตอนที่ 4.1 — แยกประเภทเงินที่นำเข้า
เงินที่นำเข้ามาในประเทศไทยจากต่างประเทศมีลักษณะที่แตกต่างกัน 3 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทมีการปฏิบัติทางภาษีที่ไม่เหมือนกัน:
- เงินทุน (principal) — เงินบาทที่นักลงทุนแลกออกไปลงทุนใน ต่างประเทศตั้งแต่แรก ส่วนนี้เป็นเงินที่นักลงทุนเป็นเจ้าของอยู่แล้ว และเสียภาษีก่อนนำออกไปแล้ว จึงไม่ใช่เงินได้พึงประเมินใหม่ตามมาตรา 41 และไม่ต้องนำมาคำนวณภาษีอีก
- กำไรจากทุน (capital gain) — กำไรที่เกิดจากการขายสินทรัพย์ใน ราคาที่สูงกว่าต้นทุน ส่วนนี้เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) และต้องนำมาคำนวณภาษีเมื่อนำเข้าประเทศไทย
- เงินปันผลและดอกเบี้ย (dividend / interest) — รายได้ที่ได้รับ จากการถือสินทรัพย์ ส่วนนี้เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) และ ต้องนำมาคำนวณภาษีเมื่อนำเข้าประเทศไทย
การแยกประเภทนี้ต้องอิงข้อมูลจริงของการทำธุรกรรมตั้งแต่ต้น นักลงทุนที่บันทึกข้อมูลครบตามขั้นตอนที่ 3 จะสามารถแยกได้อย่าง ชัดเจน นักลงทุนที่ไม่ได้บันทึกหรือบันทึกไม่ครบ จะต้องประเมินตามหลัก เกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้หลักการ FIFO (First-In, First-Out) ในการคำนวณ cost basis
ขั้นตอนที่ 4.2 — เลือกอัตราแลกเปลี่ยน
ตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร และตามที่กรมสรรพากรประกาศไว้ใน rd.go.th/25611.html อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในการคำนวณเงินตรา ต่างประเทศเป็นเงินตราไทยมี 2 ทางเลือก:
- อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ ที่ประกาศไว้ในวันที่ทำ ธุรกรรม
- อัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ — สามารถตรวจสอบได้ที่ bot.or.th — อัตราแลกเปลี่ยนประจำวัน
ทั้งสองวิธีสามารถเลือกใช้ได้ แต่นักลงทุนควรเลือกวิธีหนึ่งและใช้ อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปีภาษี เพื่อความสอดคล้องของรายงาน อัตรา อ้างอิงของ BOT มีข้อดีคือเป็นกลางและตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย จึง เป็นที่นิยมสำหรับการคำนวณภาษี
ขั้นตอนที่ 4.3 — คำนวณเงินได้พึงประเมินสุทธิ
หลังจากแยกประเภทและเลือกอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว จะนำเฉพาะส่วนที่เป็น กำไรจากทุน และ เงินปันผล/ดอกเบี้ย มาคำนวณ โดยแปลงเป็นเงินบาท ณ วันที่นำเงินเข้าประเทศไทย หรืออัตราที่เลือกตามขั้นตอนที่ 4.2
นักลงทุนสามารถนำภาษีที่จ่ายในต่างประเทศ (foreign withholding tax) มาขอเครดิตภาษี เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีซ้ำซ้อน หากประเทศที่ ลงทุนมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย รายชื่อประเทศที่ไทยมีอนุสัญญา ภาษีซ้อนสามารถตรวจสอบได้ที่ rd.go.th
ขั้นตอนที่ 5 — การกรอกแบบ ภ.ง.ด.90
แบบ ภ.ง.ด.90 เป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ใช้สำหรับ ผู้มีเงินได้หลายประเภท ซึ่งรวมถึงเงินได้จากต่างประเทศ การกรอก แบบ ภ.ง.ด.90 สำหรับนักลงทุนต่างประเทศมีจุดที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ:
- กำไรจากการขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ จัดเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(8) — กรอกในส่วน “เงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระและ อื่นๆ”
- เงินปันผลจากหลักทรัพย์ต่างประเทศ จัดเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40(4)(ข) — กรอกในส่วน “เงินได้จากดอกเบี้ย เงินปันผล กำไร จากการลงทุน”
- ดอกเบี้ยจากตราสารหนี้ต่างประเทศ จัดเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40(4)(ก) — กรอกในส่วนเดียวกัน
นักลงทุนที่ต้องการกรอกแบบเองสามารถยื่นผ่านระบบ e-Filing ที่ rd.go.th หรือยื่นแบบกระดาษที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป (สำหรับการยื่นผ่านระบบ e-Filing มักจะมีการขยายเวลายื่นออกไปอีก 8 วัน)
LTR Visa — สิทธิยกเว้นภาษีจากเงินได้ต่างประเทศ
Long-Term Resident (LTR) Visa เป็นวีซ่าระยะยาวที่ ออกโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อดึงดูดผู้มี ทักษะสูงและผู้มีฐานะทางการเงินมาพำนักในประเทศไทย หนึ่งในสิทธิ ประโยชน์ที่สำคัญของ LTR Visa คือ การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ที่มีแหล่งจากต่างประเทศ เมื่อนำเข้ามาในประเทศไทย
สิทธิยกเว้นภาษีนี้ใช้ได้กับ 3 ใน 4 กลุ่มของ LTR Visa:
- Wealthy Global Citizens — บุคคลทรัพย์สินสุทธิ ≥ 1 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ และลงทุนในไทยอย่างน้อย 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ตามที่ BOI ปรับปรุงเงื่อนไขในปี 2025) โดยปัจจุบันไม่จำเป็น ต้องมีรายได้ส่วนบุคคลขั้นต่ำเหมือนเงื่อนไขเดิม
- Wealthy Pensioners — ผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป มีรายได้ passive ≥ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี
- Work-from-Thailand Professionals — ผู้ทำงานทางไกลให้กับ นายจ้างต่างประเทศที่มีรายได้ตามเกณฑ์ที่ BOI กำหนด
กลุ่มที่ ไม่ได้รับยกเว้นเต็มจำนวน คือ Highly-Skilled Professionals ซึ่งจะได้อัตราภาษีคงที่ 17% สำหรับเงินได้จากงานใน ประเทศไทยที่เกี่ยวกับ target industries แทน
ผู้ถือ LTR Visa ในกลุ่มที่ได้รับยกเว้น ยังคงต้องยื่นแบบแสดงรายการ ภาษีเงินได้ตามปกติ แต่สามารถระบุการยกเว้นในแบบ ภ.ง.ด.90 และไม่ ต้องเสียภาษีจากเงินได้ส่วนที่นำเข้าจากต่างประเทศ
ผู้สนใจสามารถศึกษาเงื่อนไขล่าสุดและขั้นตอนการสมัครได้ที่ เว็บไซต์ทางการของ BOI — ltr.boi.go.th
การจัดเก็บเอกสาร
ตามประมวลรัษฎากร ผู้เสียภาษีต้องเก็บเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง กับการยื่นภาษีเป็นเวลา อย่างน้อย 5 ปี นับจากวันสิ้นปีภาษีที่ ยื่น เอกสารที่ควรเก็บสำหรับนักลงทุนต่างประเทศ ได้แก่:
- หลักฐานการแลกเงินจากธนาคารพาณิชย์ทุกครั้ง
- หลักฐานการรายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (กรณีลงทุนผ่านโบรกเกอร์ ต่างประเทศโดยตรง)
- รายการซื้อขายและ statement จากโบรกเกอร์ต่างประเทศ
- หลักฐานการรับเงินปันผล/ดอกเบี้ย
- หลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่ายในต่างประเทศ
- หลักฐานการโอนเงินกลับเข้าประเทศไทย (SWIFT statement, telegraphic transfer slip)
- แบบ ภ.ง.ด.90 ที่ยื่นไป พร้อมใบเสร็จการชำระภาษี
ในกรณีที่กรมสรรพากรเรียกตรวจสอบ เอกสารเหล่านี้จะเป็นหลักฐานสำคัญ ในการพิสูจน์ที่มาของเงินและการคำนวณภาษีที่ถูกต้อง
คำถามที่พบบ่อย
ถาม: หากนำเงินกลับเข้าไทยแต่เป็นเงินทุนล้วนๆ ไม่มีกำไร ต้องเสีย ภาษีหรือไม่?
ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เงินทุน (principal) ที่นำกลับเข้ามาไม่ใช่ เงินได้พึงประเมินใหม่ จึงไม่ต้องเสียภาษี อย่างไรก็ตาม ผู้นำเงินเข้า ต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินส่วนนั้นเป็นเงินทุนเดิม โดยอ้างอิงจาก หลักฐานการแลกเงินและรายการลงทุนตั้งแต่ต้น
ถาม: หากเงินที่นำเข้ามาเป็นส่วนผสมของเงินทุนและกำไร จะแยกอย่างไร?
นักลงทุนสามารถระบุการแยกได้ด้วยตนเอง โดยอ้างอิงจากบันทึกที่ทำไว้ ตั้งแต่ต้น หากไม่มีบันทึกหรือบันทึกไม่ครบ กรมสรรพากรอาจใช้หลักการ FIFO ในการคำนวณ ซึ่งอาจไม่เป็นประโยชน์กับผู้เสียภาษี
ถาม: ลงทุนผ่านโบรกเกอร์ไทยที่ให้บริการลงทุนต่างประเทศ ยังต้อง ปฏิบัติตาม ป.161/162 หรือไม่?
ใช่ ป.161/162 ใช้กับการลงทุนต่างประเทศทุกประเภท ไม่ว่าจะลงทุน ผ่านโบรกเกอร์ไทยหรือโบรกเกอร์ต่างประเทศ ความแตกต่างคือเรื่องการ รายงานต่อ BOT (โบรกเกอร์ไทยจะดำเนินการให้) แต่ภาระภาษีเหมือนกัน
ถาม: อยู่ไทยน้อยกว่า 180 วันต่อปีจะเป็นอย่างไร?
หากอยู่ไทยน้อยกว่า 180 วันในปีภาษีนั้น จะไม่เข้าเงื่อนไข “ผู้อยู่ ในประเทศไทย” ตามมาตรา 41 และไม่ต้องนำเงินได้จากต่างประเทศมาคำนวณ ภาษีในไทย แม้จะนำเงินเข้าประเทศก็ตาม
ถาม: หากลืมยื่นเงินได้จากต่างประเทศในปีที่ผ่านมา ต้องทำอย่างไร?
สามารถยื่นแบบเพิ่มเติม (ภ.ง.ด.90 เพิ่มเติม) ได้ที่สำนักงาน สรรพากรพื้นที่ พร้อมชำระภาษีและเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด การแก้ไข ด้วยความสมัครใจมักได้รับการพิจารณาเบากว่ากรณีที่กรมสรรพากรตรวจสอบ พบเอง
เครื่องมือที่ช่วยจัดระเบียบข้อมูล
การปฏิบัติตามขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นต้องอาศัยการบันทึกข้อมูล อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ตั้งแต่การแลกเงิน การซื้อขายระหว่างปี ไปจนถึงการนำเงินกลับเข้าประเทศไทย
นักลงทุนที่ใช้ Excel หรือ Google Sheets สามารถจัดทำได้ แต่ต้อง อาศัยวินัยและความระมัดระวังในการบันทึกอัตราแลกเปลี่ยน การแยกประเภท เงินทุน/กำไร/เงินปันผล และการรวบรวมเอกสารจากโบรกเกอร์หลายเจ้า
Stack มีเครื่องมือ “บันทึกเงินโอน-รับกลับ” ที่ออกแบบมาสำหรับ หลักเกณฑ์ ป.161/162 โดยเฉพาะ — บันทึกการโอนเงินออก ติดตามอัตรา แลกเปลี่ยน BOT อัตโนมัติ แยกประเภทเงินทุน/capital gain/dividend ตามที่ผู้ใช้กำหนด และมี toggle สำหรับผู้ถือ LTR Visa เพื่อยกเว้น การคำนวณภาษีในส่วนที่ได้รับยกเว้น ทดลองใช้งานฟรี 14 วันได้ที่ /#download
สรุป
ป.161/2566 และ ป.162/2566 ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการตีความภาษีจาก เงินได้ต่างประเทศของบุคคลธรรมดาในประเทศไทย โดยมีผลกับเงินได้ที่ เกิดตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป
นักลงทุนที่อยู่ในไทย ≥ 180 วันต่อปี และนำเงินจากการลงทุนต่างประเทศ กลับเข้ามา มีภาระต้องคำนวณและเสียภาษีในปีที่นำเงินเข้ามา ขั้นตอน ที่ต้องดำเนินการตั้งแต่ต้นจนจบประกอบด้วยการแลกเงินที่บันทึกหลักฐาน ครบ การรายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (กรณีลงทุนตรงผ่านโบรกเกอร์ต่าง ประเทศ) การจัดเก็บข้อมูลธุรกรรมระหว่างปี การแยกประเภทเงินที่นำเข้า การเลือกอัตราแลกเปลี่ยน การกรอกแบบ ภ.ง.ด.90 และการจัดเก็บเอกสาร อย่างน้อย 5 ปี
ผู้ถือ LTR Visa ในกลุ่ม Wealthy Global Citizens, Wealthy Pensioners และ Work-from-Thailand Professionals ได้รับการยกเว้น ภาษีจากเงินได้ต่างประเทศ แต่ยังคงต้องยื่นแบบแสดงรายการตามปกติ
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการความแม่นยำในการคำนวณและความปลอดภัยในการ ปฏิบัติตามกฎหมาย การมีเครื่องมือที่ช่วยจัดระเบียบข้อมูลตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเสี่ยงเมื่อต้องยื่นภาษีหรือเมื่อถูกเรียกตรวจสอบจาก กรมสรรพากร
ในบทความถัดไป เราจะลงรายละเอียดเรื่องการใช้ AI ช่วยในการเตรียม ข้อมูลและทบทวนการคำนวณภาษีก่อนยื่นจริง
แหล่งข้อมูลทางการ:
- กรมสรรพากร — คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.161/2566 (PDF)
- สมาคม ASCO — สรุปคำสั่ง ป.161/162 (PDF)
- กรมสรรพากร — อัตราแลกเปลี่ยนตามมาตรา 9
- กรมสรรพากร — ระบบยื่นภาษีออนไลน์ (e-Filing)
- ธนาคารแห่งประเทศไทย — การลงทุนต่างประเทศสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย
- ธนาคารแห่งประเทศไทย — กฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน
- ธนาคารแห่งประเทศไทย — อัตราแลกเปลี่ยนประจำวัน
- BOI — Long-Term Resident (LTR) Visa
- BOI — LTR Wealthy Global Citizen update 2026
พร้อมลองเห็นพอร์ตของคุณในที่เดียวไหม?
Stack รวมหุ้น กองทุน อสังหาฯ ทอง คริปโต ในแอปเดียว บน macOS และ Windows · ทดลองฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
รับบทความใหม่ทางอีเมล
บทความเรื่องการลงทุน ภาษี และการบริหารทรัพย์สินสำหรับนักลงทุนไทย ส่งตรงถึงคุณ · ไม่มีสแปม · ยกเลิกได้ทุกเมื่อ