บัญชีเงินมัดจำผู้เช่า — สิทธิ์ของใคร เก็บที่ไหน บันทึกยังไง

เงินประกันผู้เช่าที่ถือไว้ในมือคือหนี้สิน ไม่ใช่รายได้ — ทำความเข้าใจสิทธิ์ตามกฎหมาย กฎ สคบ. ใหม่ปี 2568 และวิธีบันทึกบัญชีที่ถูกต้องสำหรับเจ้าของอสังหาฯ

เจ้าของคอนโดหลายคนรับเงินประกันจากผู้เช่าในวันทำสัญญา แล้วโอนเข้าบัญชีเดียวกับรายรับค่าเช่าประจำเดือน จนเมื่อผู้เช่าย้ายออกแล้วขอเงินคืน จึงเกิดคำถามว่า “เงินนั้นยังอยู่ที่ไหน” ความสับสนนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการบริหารเงินในบัญชี — มันสะท้อนความเข้าใจผิดพื้นฐานเรื่องสิทธิ์ตามกฎหมายและภาระภาษีที่หลายคนยังไม่รู้

เงินมัดจำผู้เช่าคืออะไร — และทำไมถึงสับสนกับรายได้

ในทางภาษาสัญญา เงินประกันการเช่า (security deposit) คือเงินที่ผู้เช่าวางไว้ล่วงหน้าเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญา ได้แก่ การชำระค่าเช่าตรงเวลา และการรักษาสภาพทรัพย์สินให้อยู่ในสภาพที่ดีก่อนส่งคืน

ความสับสนเกิดขึ้นเพราะเงินก้อนนี้เข้ามาในมือเจ้าของทรัพย์พร้อมกันกับค่าเช่าเดือนแรก มักเป็นเงินสดหรือโอนพร้อมกันทีเดียว แต่ทั้งสองก้อนมีสถานะทางกฎหมายและการบัญชีที่แตกต่างกันสิ้นเชิง ค่าเช่าคือรายได้ที่ได้มาแล้ว ส่วนเงินประกันคือ “เงินฝาก” ที่เจ้าของถือไว้แทนผู้เช่า — และต้องคืนเมื่อสัญญาสิ้นสุดหากไม่มีความเสียหาย

กฎหมายไทยว่าไว้อย่างไร — เงินยังเป็นของใคร

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (CCC) มาตรา 537–571 วางกรอบสัญญาเช่าทรัพย์สินในไทย แต่ไม่มีมาตราเฉพาะสำหรับเงินประกันผู้เช่าโดยตรง ข้อสัญญาระหว่างคู่กรณีจึงมีผลบังคับก่อน และ CCC เข้ามาเติมเงื่อนไขที่ขาดไป

ทั้งนี้ หลักกฎหมายที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในไทยมีจุดยืนชัดเจนว่า เงินประกันที่ผู้เช่าชำระไปยังคงเป็น “สิทธิ์ของผู้เช่า” ตลอดอายุสัญญา ผู้ให้เช่าเพียง “ถือครองแทน” เพื่อเป็นหลักประกัน ไม่ใช่เจ้าของโดยสมบูรณ์ เงินจะกลายเป็นสิทธิ์ของผู้ให้เช่าเฉพาะในกรณีที่ผู้เช่าผิดสัญญาและมีความเสียหายที่สามารถหักได้ชัดเจน

เงื่อนไขที่เจ้าของทรัพย์มีสิทธิ์หักจากเงินประกัน ได้แก่ ค่าเช่าหรือค่าบริการค้างชำระ ความเสียหายที่เกินกว่าการสึกหรอตามปกติ (normal wear and tear) และค่าซ่อมแซมที่ระบุไว้ในสัญญาว่าผู้เช่ารับผิดชอบ การตัดสินใจว่าอะไรคือ “การสึกหรอตามปกติ” มักเป็นจุดข้อพิพาทระหว่างสองฝ่าย การมีรูปถ่ายสภาพห้องก่อนและหลังการเช่าจึงมีความสำคัญมากในทางปฏิบัติ

สคบ. 2568 — กฎใหม่ที่เจ้าของห้องต้องรู้

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ออกประกาศฉบับใหม่ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 4 กันยายน 2568 แทนฉบับปี 2562 ซึ่งมีนัยสำคัญต่อเจ้าของที่พักอาศัยที่ปล่อยเช่าในเชิงธุรกิจ

ข้อกำหนดที่เพิ่มขึ้นจากฉบับเดิม ได้แก่ สัญญาเช่าต้องระบุจำนวนเงินประกันอย่างชัดเจน และผู้ให้เช่าต้องคืนเงินประกันภายใน 7 วัน หลังสิ้นสุดสัญญาในกรณีที่ไม่มีความเสียหาย จากเดิมที่สัญญาส่วนใหญ่กำหนดกันไว้ที่ 30 วัน ระยะเวลา 7 วันนี้บังคับให้เจ้าของที่พักต้องมีกระบวนการตรวจสภาพและจัดการเงินที่คล่องตัวกว่าเดิมมาก

Tilleke & Gibbins ซึ่งเป็นสำนักงานกฎหมายที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงกฎหมายผู้บริโภคไทยอย่างใกล้ชิด ได้วิเคราะห์ว่าประกาศฉบับนี้กำหนดขอบเขตที่ชัดเจนขึ้นในเรื่องเงินประกัน แม้รายละเอียดวงเงินสูงสุดยังต้องตรวจสอบกับราชกิจจานุเบกษาโดยตรงก็ตาม

เก็บเงินประกันไว้ที่ไหน — ปนหรือแยกบัญชี

ไทยไม่มีกฎหมายบังคับให้เจ้าของทรัพย์เปิดบัญชีแยกต่างหากสำหรับเงินประกัน (ต่างจากระบบของสหราชอาณาจักรหรือออสเตรเลียที่มี tenancy deposit scheme) ในทางปฏิบัติ เจ้าของคอนโดส่วนใหญ่จึงเก็บเงินประกันปนกับเงินของตัวเองในบัญชีเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การเก็บแยกบัญชีมีข้อดีในทางปฏิบัติที่เห็นได้ชัด ได้แก่ การตรวจสอบยอดคงเหลือที่ต้องคืนผู้เช่าแต่ละรายทำได้ง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงจากการใช้เงินประกันไปก่อนโดยไม่ตั้งใจ และในกรณีที่ถูกโต้แย้งทางกฎหมาย เอกสารธุรกรรมของบัญชีแยกจะเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือกว่า

สำหรับเจ้าของที่มีอสังหาฯ หลายหน่วย การแยกบัญชีเงินประกันออกมา แม้จะเป็นแค่บัญชีออมทรัพย์ใบเดียว ช่วยให้ภาพรวมของหนี้สินที่ต้องคืนในอนาคตชัดเจนขึ้นมาก

บันทึกในงบดุลส่วนบุคคล — ถ้าใส่ไว้ฝั่งรายได้คือเข้าใจผิด

นี่คือจุดที่นักลงทุนอสังหาฯ ส่วนใหญ่บันทึกผิด เงินประกันที่รับมาจากผู้เช่าคือ หนี้สิน (Liability) ในงบดุลส่วนบุคคล ไม่ใช่รายได้ เพราะเป็นเงินที่ต้องคืนให้ผู้เช่าเมื่อสัญญาสิ้นสุด

ในทางบัญชีอย่างง่าย เมื่อรับเงินประกันมา: - สินทรัพย์ (เงินสด/บัญชีธนาคาร) เพิ่มขึ้น - หนี้สิน (เงินประกันผู้เช่าที่ต้องคืน) เพิ่มขึ้นในจำนวนเท่ากัน - Net worth ไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อสัญญาสิ้นสุดและคืนเงินครบ: - สินทรัพย์ (เงินสด) ลดลง - หนี้สิน (เงินประกัน) ลดลง - Net worth ยังคงเดิม

การบันทึกเงินประกันเป็นรายได้จะทำให้ Net Worth ดูสูงขึ้นผิดความเป็นจริง และเมื่อถึงเวลาคืนเงิน ตัวเลขทรัพย์สินสุทธิจะดูลดลงทันทีโดยไม่มีเหตุผล

เมื่อถึงเวลาหัก — ภาษีที่ตามมา

กรมสรรพากรมีหนังสือตอบข้อหารือที่ rd.go.th ชี้แจงว่าเงินประกันที่ ริบ หรือ หักไว้ เนื่องจากผู้เช่าผิดสัญญาหรือมีความเสียหาย ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน และต้องนำมารวมคำนวณในแบบ ภ.ง.ด.90 ของปีภาษีที่ผิดสัญญาเกิดขึ้น

กล่าวได้ว่า เงินประกันที่รับมาไม่ต้องเสียภาษี แต่เมื่อใดที่ส่วนหนึ่งกลายเป็นของเจ้าของทรัพย์อย่างถาวร (จากการหักค่าเสียหายหรือริบเนื่องจากผิดสัญญา) ส่วนนั้นจะกลายเป็นรายได้ที่ต้องยื่นภาษีทันที

สิ่งที่ทำให้บริหารจัดการเรื่องนี้ยุ่งยากกว่าค่าเช่าปกติคือ จำนวนเงินที่หักได้อาจไม่แน่นอนล่วงหน้า ขึ้นกับสภาพห้องและข้อพิพาท การมีเอกสารหลักฐานที่ชัดเจน ทั้งรูปถ่าย ใบแจ้งค่าซ่อม และบิลช่าง ช่วยให้ยืนยันตัวเลขที่หักได้อย่างมีมาตรฐาน

Workflow ที่ทำให้คืนสะอาดและปลอดภัย

แนวปฏิบัติที่เจ้าของทรัพย์ที่มีประสบการณ์ส่วนใหญ่ใช้กัน ประกอบด้วยขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อนมากนัก: ถ่ายรูปสภาพทรัพย์สินร่วมกับผู้เช่าทั้งวันเข้าและวันออก จัดทำรายการหักพร้อมหลักฐานราคาให้ผู้เช่าลงนามรับทราบ คืนส่วนที่เหลือภายใน 7 วันตามกฎ สคบ. 2568 และบันทึกส่วนที่หักไว้เป็นรายได้เพื่อนำยื่นภาษีในปีที่เกิดขึ้น

สำหรับเจ้าของที่ดูแลอสังหาฯ หลายรายการพร้อมกัน การติดตามเงินประกันของผู้เช่าแต่ละคน พร้อมวันสิ้นสุดสัญญาและยอดที่ต้องคืน คือสิ่งที่ควรมีอยู่ในภาพรวมทรัพย์สินและหนี้สินอยู่เสมอ Stack มีฟีเจอร์ Real Estate ที่ช่วยบันทึกสัญญาเช่าและรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่อหน่วยอสังหาฯ ไว้ใน dashboard เดียวกัน กับสินทรัพย์ประเภทอื่น

เงินมัดจำผู้เช่าเป็นหนึ่งในรายการที่ดูเล็กน้อยในงบดุลส่วนบุคคล แต่ถ้าบันทึกผิดมาตลอดและมีผู้เช่าหลายคน ผลลัพธ์คือตัวเลข Net Worth ที่เกินจริงและความเสี่ยงด้านภาษีที่สะสมโดยไม่รู้ตัว การจัดระเบียบเรื่องนี้ตั้งแต่รายการแรกจึงคุ้มค่ากว่าแก้ปัญหาทีหลัง

บทความถัดไปจะพูดถึง Net Worth ที่ปรับตามเงินเฟ้อ — วิธีดูว่าความมั่งคั่งเติบโตขึ้นจริงหรือเพียงตามทันค่าครองชีพ

ℹ️ Stack เป็นเครื่องมือบันทึก ไม่ใช่ที่ปรึกษาการลงทุนหรือภาษี บทความนี้สำหรับการศึกษาเท่านั้น · ตัดสินใจของคุณเอง · ตรวจสอบกับนักบัญชี/ที่ปรึกษาก่อนเสมอ

พร้อมลองเห็นพอร์ตของคุณในที่เดียวไหม?

Stack รวมหุ้น กองทุน อสังหาฯ ทอง คริปโต ในแอปเดียว บน macOS และ Windows · ทดลองฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต