- 1. Overconfidence Bias — ความมั่นใจเกินจริงในความสามารถตัวเอง
- 2. Loss Aversion — เจ็บปวดกับการขาดทุนมากกว่าที่ควร
- 3. Anchoring Bias — ยึดติดตัวเลขเริ่มต้นจนประเมินผิด
- 4. Disposition Effect — ขายชนะเร็ว ถือแพ้นาน
- 5. Mental Accounting — แยกเงินเป็น “กระเป๋า” อย่างไม่สมเหตุสมผล
- 6. Herding Bias — ทำตามฝูงเพื่อความสบายใจทางอารมณ์
- 7. Recency Bias — ให้น้ำหนักกับเหตุการณ์ล่าสุดมากเกินไป
- วิธีเอา Bias ไว้ใต้ควบคุม: แนวทางที่งานวิจัยรองรับ
ในปี 1979 Daniel Kahneman และ Amos Tversky ตีพิมพ์งานวิจัยที่เปลี่ยนความเข้าใจเรื่องการตัดสินใจทางการเงินไปตลอดกาล Prospect Theory ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์คลาสสิกที่ rational agent ควรจะทำ แต่ใช้ระบบอารมณ์และ heuristic ที่วิวัฒนาการสร้างมาเพื่อเอาตัวรอดจากภัยคุกคามระยะสั้น ไม่ใช่เพื่อบริหารพอร์ตระยะยาว
ผลที่ตามมาในตลาดการเงินปรากฏในงานวิจัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า นักลงทุนที่มีความรู้เรื่อง valuation ดีก็ยังขายหุ้นที่ราคาขึ้นเร็วเกินไปและถือหุ้นขาดทุนนานเกินไป คนที่ติดตามข่าวทุกวันกลับทำผลตอบแทนได้แย่กว่าคนที่แทบไม่สนใจข่าว
บทความนี้รวบรวม cognitive bias ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์สูงที่สุดจาก CFA Institute Behavioral Finance Research และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พร้อมตัวอย่างที่นักลงทุนไทยจะเห็นในชีวิตจริง
1. Overconfidence Bias — ความมั่นใจเกินจริงในความสามารถตัวเอง
งานวิจัยที่ Terrance Odean ทำร่วมกับ Brad Barber พบว่านักลงทุนรายย่อยที่มีความมั่นใจสูงเทรดบ่อยกว่าค่าเฉลี่ยมาก แต่ผลตอบแทนกลับต่ำกว่า เนื่องจากค่าธรรมเนียมและ spread กัดกินผลตอบแทนสะสมในระยะยาว
Overconfidence มักแสดงออกในสองรูปแบบที่แยกกันยากในชีวิตจริง รูปแบบแรกคือ calibration overconfidence คือเชื่อว่าการคาดการณ์ของตัวเองแม่นยำกว่าที่เป็นจริง เช่น คิดว่าการอ่านงบของบริษัทหนึ่งไม่กี่ชั่วโมงทำให้มองเห็นสิ่งที่ตลาดไม่เห็น รูปแบบที่สองคือ better-than-average effect คือมองว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มนักลงทุนที่ดีกว่าค่าเฉลี่ย ทั้งที่เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะอยู่เหนือค่าเฉลี่ยพร้อมกัน
วิธีรับมือที่นักลงทุนสถาบันใช้คือการเขียน investment thesis ลงกระดาษก่อนตัดสินใจทุกครั้ง แล้วกลับมาอ่านทบทวนหลังผ่านไป 6–12 เดือน เพื่อดูว่าการคาดการณ์ที่เชื่อมั่นมากแค่ไหนนั้นเกิดขึ้นจริงกี่ครั้ง
2. Loss Aversion — เจ็บปวดกับการขาดทุนมากกว่าที่ควร
Prospect Theory บอกว่ามนุษย์รู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสีย ฿1 บาทมากกว่าความสุขที่ได้จากการได้รับ ฿1 บาทเดียวกันประมาณ 2 เท่า ตัวเลขนี้ถูกทดสอบซ้ำในหลายวัฒนธรรมและได้ผลใกล้เคียงกัน
ในพอร์ตการลงทุน loss aversion ทำให้เกิดพฤติกรรมสองอย่างที่เป็นอันตราย อย่างแรกคือการถือหุ้นขาดทุนนานเกินไปโดยหวังว่าจะกลับมาคืนทุน ทั้งที่ค่าเสียโอกาสของเงินทุนนั้นสูงมาก อย่างที่สองคือการตัด stop-loss ออกเพื่อไม่ต้องรู้สึกว่า “ยืนยัน” การขาดทุน ทั้งที่การตั้ง stop-loss ไม่ได้เป็นการยอมแพ้แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย
นักลงทุนที่รู้จัก loss aversion มักใช้วิธี pre-commitment คือกำหนดกฎไว้ล่วงหน้าก่อนเปิด position ว่าจะทำอะไรถ้าราคาลงถึงจุดใด แทนที่จะตัดสินใจในขณะที่อารมณ์กำลังเจ็บปวด
3. Anchoring Bias — ยึดติดตัวเลขเริ่มต้นจนประเมินผิด
ราคาซื้อเป็นหนึ่งในจุด anchor ที่ทรงพลังที่สุดในโลกการลงทุน นักลงทุนหลายคนตัดสินว่าหุ้นตัวหนึ่ง “ถูก” หรือ “แพง” โดยเทียบกับราคาที่ตัวเองซื้อมา ไม่ใช่เทียบกับมูลค่าพื้นฐานของธุรกิจในวันนี้
Wikipedia อธิบายว่า anchoring เกิดขึ้นเพราะสมองใช้ตัวเลขแรกที่เห็นเป็น “สมอ” ในการประมาณค่าต่อๆ ไป แม้ตัวเลขนั้นจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับความเป็นจริงก็ตาม
ในทางปฏิบัติ anchoring แสดงออกหลายรูปแบบ เช่น “หุ้นตัวนี้เคยอยู่ที่ 200 บาท ตอนนี้ 120 บาท ถูกแน่ๆ” (ทั้งที่มูลค่าพื้นฐานอาจต่ำกว่า 120 บาทก็ได้) หรือการกำหนด profit target ไว้ที่ราคาจิตวิทยาเช่น 150 บาท หรือ “บวก 20%” โดยไม่ได้พิจารณาว่าพื้นฐานธุรกิจยังรองรับการเติบโตหรือเปล่า
4. Disposition Effect — ขายชนะเร็ว ถือแพ้นาน
Disposition effect คือรูปแบบพฤติกรรมที่เกิดจากการผสมกันของ loss aversion และ anchoring โดย งานวิจัยเรื่อง disposition effect พบว่านักลงทุนรายย่อยมีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จะขายหุ้นที่ราคาขึ้นมาเกินราคาซื้อ แต่ถือหุ้นที่ยังต่ำกว่าราคาซื้อต่อไป
ผลระยะยาวคือพอร์ตจะสะสมหุ้นที่ “แพ้” ไว้เยอะ ในขณะที่หุ้นที่ “ชนะ” ถูกขายออกไปก่อนที่จะมีโอกาสเติบโตต่อ นักวิชาการสรุปว่า disposition effect เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ผลตอบแทนของนักลงทุนรายย่อยต่ำกว่า benchmark อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว
5. Mental Accounting — แยกเงินเป็น “กระเป๋า” อย่างไม่สมเหตุสมผล
Mental accounting ซึ่ง Richard Thaler อธิบายไว้ในงานที่ได้รับ Nobel Prize ปี 2017 คือแนวโน้มที่มนุษย์จัดการเงินต่างกันขึ้นอยู่กับว่าเงินนั้นมาจากไหนหรือเก็บไว้สำหรับอะไร ทั้งที่ในทางเศรษฐศาสตร์ เงิน ฿1 บาทมีมูลค่าเท่ากันไม่ว่าจะมาจากทางไหน
ตัวอย่างที่พบบ่อยในนักลงทุนไทย ได้แก่ การเก็บเงินโบนัสไว้ใน savings account ที่ดอกเบี้ยต่ำ เพราะรู้สึกว่า “ของขวัญ” ไม่ควรเสี่ยง ขณะที่กู้เงินสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยสูงอยู่พร้อมกัน หรือการที่นักลงทุนมองว่ากำไรจากหุ้นเป็น “house money” ที่ใช้ได้อย่างสุรุ่ยสุร่ายมากกว่าเงินต้น ทั้งที่ทั้งสองส่วนเป็นทรัพย์สินของตนเองเท่าเทียมกัน
6. Herding Bias — ทำตามฝูงเพื่อความสบายใจทางอารมณ์
CFA Institute ระบุใน The Herding Mentality ว่า herding เกิดจากความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ในการอยู่กับกลุ่ม การทำตามคนหมู่มากมีต้นทุนทางอารมณ์ต่ำกว่าการตัดสินใจเอง เพราะถ้าผิดพลาดก็เจ็บปวดน้อยกว่าการผิดคนเดียว
ในตลาดหุ้น herding ทำให้ราคาสินทรัพย์เคลื่อนไหวเกินมูลค่าพื้นฐานในทั้งสองทิศทาง ช่วงขาขึ้น ทุกคนซื้อเพราะ “ทุกคนซื้อ” ช่วงขาลง ทุกคนขายเพราะ “ทุกคนขาย” สำหรับนักลงทุนระยะยาว herding เป็นแหล่งที่มาของโอกาสได้ผลตอบแทนดี ถ้าสามารถรักษาวินัยและไม่ถูก sentiment ของตลาดพัดพาไป
สัญญาณเตือนที่ชัดเจนคือเมื่อเหตุผลหลักในการซื้อหรือขายสินทรัพย์คือ “เพื่อน/กลุ่มไลน์แนะนำ” หรือ “ทุกคนในออฟฟิศกำลังทำ” โดยไม่มีการวิเคราะห์พื้นฐานประกอบ
7. Recency Bias — ให้น้ำหนักกับเหตุการณ์ล่าสุดมากเกินไป
Recency bias คือแนวโน้มที่จะคาดการณ์อนาคตจากข้อมูลล่าสุดมากกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว หลังจากตลาดขึ้นติดต่อกัน 3 ปี นักลงทุนมักเพิ่มความเสี่ยงพอร์ตและลดมุมมองเชิงลบลง หลังตลาดลงแรงกลับกลายเป็นว่ากลัวมากจนไม่กล้าลงทุนในจังหวะที่ราคาต่ำที่สุด
ความลึกซึ้งของ recency bias คือมันแทบมองไม่เห็นขณะกำลังเกิด นักลงทุนที่เพิ่งผ่านตลาดกระทิงมักไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลัง “overweight recent data” แต่รู้สึกว่ากำลังตัดสินใจบนพื้นฐานของ “ประสบการณ์และความเข้าใจตลาดปัจจุบัน” ซึ่งฟังดูสมเหตุสมผลมาก
นักลงทุนที่มีวินัยจะตรวจสอบตัวเองด้วยคำถามว่า “ถ้าเหตุการณ์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาเป็นตรงกันข้ามกับที่เกิดจริง ฉันจะตัดสินใจเรื่องเดิมแบบเดิมไหม?”
วิธีเอา Bias ไว้ใต้ควบคุม: แนวทางที่งานวิจัยรองรับ
การรู้จัก bias ไม่ได้ทำให้หายไปโดยอัตโนมัติ แต่การมีระบบที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับ bias เหล่านี้โดยเฉพาะมีประโยชน์มากกว่าความตั้งใจเพียงอย่างเดียว
Investment policy statement คือเอกสารที่กำหนดล่วงหน้าว่าพอร์ตของคุณมีเป้าหมายอะไร ยอมรับความเสี่ยงระดับไหน และจะปรับสัดส่วนเมื่อไหร่ การตัดสินใจที่ผ่านการกลั่นกรองในยามที่ใจเย็นมักดีกว่าการตัดสินใจ on-the-fly ในขณะที่ตลาดผันผวน
บันทึกการลงทุนที่ติดตามได้ ช่วยตัดปัญหา hindsight bias และ overconfidence เพราะคุณจะเห็นชัดเจนว่าการคาดการณ์ที่ผ่านมาแม่นแค่ไหน และ thesis ที่เชื่อมากที่สุดผิดพลาดอย่างไร
ทบทวน Net Worth ตามช่วงเวลา ไม่ใช่ตามอารมณ์ หนึ่งในแนวทางปฏิบัติที่นักลงทุนมืออาชีพใช้คือการดูภาพรวมพอร์ตในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น รายเดือนหรือรายไตรมาส แทนที่จะเปิด dashboard ทุกครั้งที่มีข่าวเพื่อ “เช็กสถานการณ์” เพราะการเช็กบ่อยเกินไปเพิ่มโอกาสที่จะตัดสินใจบนฐานของ recency bias และ loss aversion
สำหรับนักลงทุนที่ถือสินทรัพย์หลายประเภท Stack รองรับการบันทึกพอร์ตแบบครบวงจร — หุ้น กองทุน อสังหา ทองคำ — ในที่เดียว ทำให้การตรวจสอบภาพรวมตามช่วงเวลาที่กำหนดทำได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องสลับระหว่างหลาย app ที่แต่ละแห่งแสดงแค่ส่วนหนึ่งของความมั่งคั่งทั้งหมด
บทความถัดไปในซีรีส์ Methodology เราจะพูดถึงความแตกต่างระหว่าง Net Worth ระดับครัวเรือนกับระดับบุคคล — ขอบเขตที่ควรนับและความสำคัญสำหรับนักลงทุนที่มีทรัพย์สินร่วมกับครอบครัว
พร้อมลองเห็นพอร์ตของคุณในที่เดียวไหม?
Stack รวมหุ้น กองทุน อสังหาฯ ทอง คริปโต ในแอปเดียว บน macOS และ Windows · ทดลองฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
รับบทความใหม่ทางอีเมล
บทความเรื่องการลงทุน ภาษี และการบริหารทรัพย์สินสำหรับนักลงทุนไทย ส่งตรงถึงคุณ · ไม่มีสแปม · ยกเลิกได้ทุกเมื่อ