- Modern Portfolio Theory — จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
- Efficient Frontier — เส้นพรมแดนของประสิทธิภาพ
- CAPM และ Sharpe Ratio — การวัดผลตอบแทนต่อความเสี่ยง
- พอร์ต 60/40 — มาตรฐานคลาสสิก
- Risk Parity — สมดุลที่ความเสี่ยง ไม่ใช่ที่เงินทุน
- All Weather Portfolio — ออกแบบเพื่อทุกสภาวะเศรษฐกิจ
- Permanent Portfolio — ความเรียบง่ายที่ออกแบบมาก่อน
- ปรัชญา Passive / Index — Bogle และตลาดที่มีประสิทธิภาพ
- ข้อจำกัดที่ทุกทฤษฎีมีร่วมกัน
- จากทฤษฎีสู่การมองเห็นพอร์ตจริง
- สรุป
การจัดพอร์ตการลงทุนเป็นหัวข้อที่มีรากฐานทางวิชาการลึกกว่าที่นัก ลงทุนทั่วไปมักคิด แนวคิดหลายอย่างที่ปัจจุบันถูกพูดถึงในบทความ การลงทุนทั่วไป — เช่น “อย่าใส่ไข่ทุกฟองในตะกร้าใบเดียว” หรือ “กระจายความเสี่ยง” — แท้จริงมีที่มาจากงานวิจัยที่ได้รับรางวัลโนเบล และทฤษฎีที่ผ่านการทดสอบมาหลายทศวรรษ
บทความนี้สำรวจทฤษฎีการจัดพอร์ตที่ได้รับการยอมรับในวงวิชาการ โดยมี จุดประสงค์เพื่ออธิบายที่มา หลักการ และข้อจำกัดของแต่ละแนวคิด — ไม่ใช่เพื่อแนะนำว่าควรจัดพอร์ตอย่างไร เพราะการตัดสินใจนั้นขึ้นอยู่ กับเป้าหมาย ข้อจำกัด และความเสี่ยงที่แต่ละบุคคลยอมรับได้ ซึ่งเป็น เรื่องเฉพาะตัวที่ทฤษฎีไม่อาจตอบแทนได้
Modern Portfolio Theory — จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
รากฐานของทฤษฎีการจัดพอร์ตสมัยใหม่มาจากงานของ Harry Markowitz ที่ ตีพิมพ์ในบทความชื่อ “Portfolio Selection” ในวารสาร Journal of Finance เมื่อปี 1952 และต่อมาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 1990 ตามที่ Wikipedia — Modern Portfolio Theory และ StreetFins — Evolution of MPT รวบรวมไว้
แนวคิดหลักของ Modern Portfolio Theory (MPT) คือการมองว่า ความ เสี่ยงและผลตอบแทนเป็นตัวแปรที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน ไม่ใช่พิจารณา ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว Markowitz เสนอว่านักลงทุนควรประเมินสินทรัพย์ ไม่ใช่จากผลตอบแทนที่คาดหวังของตัวมันเอง แต่จากการที่มันมีส่วนช่วย ลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวมได้อย่างไร
จุดที่ปฏิวัติความคิดในยุคนั้นคือ — สินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงสอง ตัว เมื่อนำมารวมกันในพอร์ต อาจให้ความผันผวนรวมที่ต่ำกว่าทั้งสองตัว ได้ หากการเคลื่อนไหวของราคาทั้งสองไม่สัมพันธ์กัน (low correlation) นี่คือพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของแนวคิด “การกระจายความเสี่ยง” (diversification) ที่ทำให้เห็นว่ามันไม่ใช่แค่สุภาษิต แต่เป็นหลักการ ที่พิสูจน์ได้
Efficient Frontier — เส้นพรมแดนของประสิทธิภาพ
จากกรอบ mean-variance ของ Markowitz เกิดแนวคิด Efficient Frontier หรือเส้นพรมแดนของประสิทธิภาพ ตามที่ Global Advisors — Mean-Variance Analysis อธิบายไว้
Efficient Frontier คือเซตของพอร์ตที่ให้ผลตอบแทนคาดหวังสูงสุดสำหรับ ระดับความเสี่ยงแต่ละระดับ — หรือมองอีกมุมคือ พอร์ตที่มีความเสี่ยง ต่ำสุดสำหรับผลตอบแทนที่ต้องการแต่ละระดับ พอร์ตที่อยู่ “บนเส้น” นี้ ถือว่ามีประสิทธิภาพ ส่วนพอร์ตที่อยู่ “ใต้เส้น” ถือว่าด้อยประสิทธิภาพ เพราะยังมีพอร์ตอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าที่ความเสี่ยงเท่ากัน
แนวคิดนี้ให้กรอบในการคิดที่ชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติมีข้อจำกัดสำคัญ — การคำนวณ Efficient Frontier ต้องอาศัยการประมาณผลตอบแทนคาดหวังและ ความสัมพันธ์ของสินทรัพย์ในอนาคต ซึ่งใช้ข้อมูลในอดีตเป็นฐาน และ อดีตไม่ได้รับประกันอนาคต นี่เป็นข้อวิจารณ์ที่นักวิชาการยอมรับกัน อย่างกว้างขวาง
CAPM และ Sharpe Ratio — การวัดผลตอบแทนต่อความเสี่ยง
ต่อยอดจากงานของ Markowitz ลูกศิษย์ของเขาชื่อ William Sharpe ได้ พัฒนา Capital Asset Pricing Model (CAPM) ในปี 1964 และได้รับ รางวัลโนเบลร่วมกับ Markowitz ในปี 1990 ตามที่ AnalystPrep — CAPM FRM Notes อธิบายไว้
CAPM แยกความเสี่ยงออกเป็นสองประเภท — ความเสี่ยงที่กระจายได้ (diversifiable risk) ซึ่งสามารถลดลงได้ด้วยการกระจายการลงทุน และ ความเสี่ยงที่กระจายไม่ได้ (systematic risk) ซึ่งเป็นความเสี่ยง ของตลาดโดยรวมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ CAPM แนะนำตัวชี้วัดชื่อ beta เพื่อวัดว่าสินทรัพย์หนึ่งมีส่วนต่อความเสี่ยงของตลาดมากน้อยเพียงใด
อีกหนึ่งผลงานสำคัญของ Sharpe คือ Sharpe Ratio ที่เสนอในปี 1966 — เครื่องมือวัดผลตอบแทนของการลงทุนเทียบกับสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยง หลังปรับด้วยความเสี่ยงแล้ว Sharpe Ratio ที่สูงกว่าหมายถึงผลตอบแทน ต่อหน่วยความเสี่ยงที่ดีกว่า ทำให้สามารถเปรียบเทียบพอร์ตที่มีระดับ ความเสี่ยงต่างกันได้อย่างเป็นธรรม
ตัวชี้วัดเหล่านี้เป็นมาตรฐานที่ใช้กันในวงการจัดการกองทุนทั่วโลก แม้จะมีข้อวิจารณ์ในรายละเอียด แต่ยังคงเป็นภาษากลางในการสื่อสาร เรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทน
พอร์ต 60/40 — มาตรฐานคลาสสิก
จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ หนึ่งในการจัดสรรสินทรัพย์ที่ถูกอ้างถึงมาก ที่สุดคือพอร์ต 60/40 — ลงทุนในหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40%
แนวคิดเบื้องหลังคือการใช้หุ้นเป็นเครื่องยนต์สร้างผลตอบแทนระยะยาว และใช้ตราสารหนี้เป็นตัวลดความผันผวนและสร้างกระแสเงินสด เนื่องจาก ในอดีตหุ้นและตราสารหนี้มักเคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่สัมพันธ์กันมากนัก
อย่างไรก็ดี ตามที่ Picture Perfect Portfolios ชี้ให้เห็น พอร์ต 60/40 มีลักษณะที่นักวิชาการเรียกว่า “ความเสี่ยง กระจุกตัว” — แม้ตราสารหนี้จะเป็น 40% ของเงินทุน แต่กลับมีส่วนต่อ ความเสี่ยงรวมของพอร์ตเพียงราว 10% ในขณะที่หุ้น 60% สร้างความเสี่ยง ถึงราว 90% ข้อสังเกตนี้นำไปสู่การพัฒนาแนวคิด Risk Parity ในเวลา ต่อมา
Risk Parity — สมดุลที่ความเสี่ยง ไม่ใช่ที่เงินทุน
Risk Parity เป็นแนวคิดที่เสนอให้จัดสรรพอร์ตโดยให้แต่ละสินทรัพย์ มีส่วนต่อ “ความเสี่ยง” ของพอร์ตเท่ากัน แทนที่จะจัดสรรตาม “จำนวนเงิน” ที่ลงทุน
ความแตกต่างนี้สำคัญ — ในพอร์ต 60/40 แบบดั้งเดิม หุ้นครองความเสี่ยง เกือบทั้งหมด แต่ในพอร์ตแบบ Risk Parity จะปรับให้สินทรัพย์ที่มีความ ผันผวนต่ำ (เช่น ตราสารหนี้) มีน้ำหนักเงินทุนมากขึ้น เพื่อให้ส่วนต่อ ความเสี่ยงของมันเทียบเท่ากับสินทรัพย์ที่ผันผวนสูง
ผลที่ตามมาคือพอร์ตที่มีความผันผวนโดยรวมต่ำกว่า แต่ก็มักให้ผลตอบแทน ต่ำกว่าในตลาดหุ้นขาขึ้น แนวคิดนี้เป็นพื้นฐานของพอร์ตที่มีชื่อเสียง หลายตัวที่จะกล่าวถึงต่อไป
All Weather Portfolio — ออกแบบเพื่อทุกสภาวะเศรษฐกิจ
All Weather Portfolio เป็นแนวทางที่พัฒนาโดย Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง กองทุน Bridgewater Associates โดยมีพื้นฐานบน Risk Parity ตามที่ Optimized Portfolio — All Weather Review และ Picture Perfect Portfolios อธิบายไว้
หลักการของ All Weather คือการสร้างพอร์ตที่สมดุลความเสี่ยงข้าม สภาวะเศรษฐกิจ 4 แบบ — การเติบโตที่สูงขึ้น การเติบโตที่ลดลง เงินเฟ้อที่สูงขึ้น และเงินเฟ้อที่ลดลง โดยแนวคิดคือไม่มีใครพยากรณ์ สภาวะเศรษฐกิจในอนาคตได้แม่นยำ จึงควรมีพอร์ตที่รับมือได้ทุกสภาวะ
โครงสร้างที่มักอ้างถึง (เวอร์ชันสำหรับนักลงทุนทั่วไป) ประกอบด้วย หุ้นราว 30% ตราสารหนี้ระยะยาวและระยะกลางราว 55% ทองคำราว 7.5% และสินค้าโภคภัณฑ์ราว 7.5% — สัดส่วนนี้สะท้อนการให้น้ำหนักตราสารหนี้ สูงเพื่อถ่วงดุลความเสี่ยงจากหุ้น ตามหลัก Risk Parity
ข้อสังเกตเชิงวิชาการคือ All Weather ให้ความผันผวนต่ำกว่าพอร์ตหุ้น ล้วน แต่ในตลาดหุ้นกระทิงก็มักให้ผลตอบแทนต่ำกว่า — เป็นการแลกเปลี่ยน ระหว่างความมั่นคงกับผลตอบแทนสูงสุด ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนที่ตรงกับ เป้าหมายของบางคน แต่ไม่ตรงกับของบางคน
Permanent Portfolio — ความเรียบง่ายที่ออกแบบมาก่อน
ก่อนหน้า All Weather มีพอร์ตที่ใช้แนวคิดคล้ายกันชื่อ Permanent Portfolio ที่ Harry Browne เสนอไว้ตั้งแต่ปี 1981 ตามที่ PortBalance — Permanent Portfolio รวบรวมไว้
Permanent Portfolio ใช้หลัก equal weight ที่เรียบง่าย — แบ่ง เป็น 4 ส่วนเท่ากันส่วนละ 25% ในหุ้น ตราสารหนี้ระยะยาว ทองคำ และ เงินสด แนวคิดคือแต่ละสินทรัพย์จะทำผลงานได้ดีในสภาวะเศรษฐกิจที่ต่าง กัน — หุ้นในช่วงเศรษฐกิจรุ่งเรือง ตราสารหนี้ในช่วงเงินฝืด ทองใน ช่วงเงินเฟ้อ และเงินสดในช่วงเศรษฐกิจถดถอย
ความแตกต่างจาก All Weather คือ Permanent Portfolio ใช้น้ำหนักเท่า กันแบบตายตัว (ง่ายต่อการทำตาม) ในขณะที่ All Weather ใช้ Risk Parity (ซับซ้อนกว่าแต่มีพื้นฐานทางทฤษฎีที่ลึกกว่า) ทั้งสองสะท้อน ปรัชญาเดียวกันคือการเตรียมพอร์ตให้พร้อมรับทุกสภาวะ มากกว่าการ พยายามพยากรณ์อนาคต
ปรัชญา Passive / Index — Bogle และตลาดที่มีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งสายความคิดที่มีอิทธิพลสูงคือปรัชญาการลงทุนแบบ passive ที่ John Bogle ผู้ก่อตั้ง Vanguard เป็นผู้ผลักดัน โดยมีพื้นฐานบน สมมติฐานตลาดที่มีประสิทธิภาพ (Efficient Market Hypothesis) ของ Eugene Fama ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในปี 2013
แนวคิดหลักคือ เนื่องจากตลาดสะท้อนข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหมดเข้าไปในราคา แล้ว การพยายามเลือกหุ้นเพื่อเอาชนะตลาด (active management) จึงเป็น เรื่องยากในระยะยาวหลังหักค่าธรรมเนียม Bogle จึงเสนอให้ลงทุนในกองทุน ดัชนี (index fund) ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำและถือระยะยาว แทนการพยายาม จับจังหวะตลาด
แนวคิดนี้ไม่ได้ขัดแย้งกับ MPT แต่เป็นการนำหลักการกระจายความเสี่ยง ไปใช้ในรูปแบบที่ต้นทุนต่ำที่สุด — ลงทุนในตลาดทั้งตลาดแทนการเลือก สินทรัพย์รายตัว
ข้อจำกัดที่ทุกทฤษฎีมีร่วมกัน
แม้ทฤษฎีเหล่านี้จะมีพื้นฐานทางวิชาการที่แข็งแรง แต่ทุกทฤษฎีมีข้อ จำกัดที่นักลงทุนควรเข้าใจ:
- อิงข้อมูลในอดีต — การคำนวณความเสี่ยง ความสัมพันธ์ และผลตอบแทน คาดหวัง ล้วนใช้ข้อมูลในอดีตเป็นฐาน ซึ่งไม่รับประกันว่าจะเกิดซ้ำ
- ความสัมพันธ์เปลี่ยนได้ — ในภาวะวิกฤต สินทรัพย์ที่เคยเคลื่อนไหว ไม่สัมพันธ์กันอาจตกพร้อมกัน ทำให้ประโยชน์ของการกระจายความเสี่ยง ลดลงในจังหวะที่ต้องการมากที่สุด
- ไม่คำนึงถึงปัจจัยเฉพาะบุคคล — ภาษี สภาพคล่องที่ต้องการ อายุ ภาระทางการเงิน และเป้าหมาย ล้วนเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่ทฤษฎีทั่วไป ไม่ครอบคลุม
- บริบทไทยที่ต่างจากต้นฉบับ — ทฤษฎีเหล่านี้พัฒนาในตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก นักลงทุนไทยที่มีภาระภาษี ป.161/162 การลงทุนในอสังหาฯ และ สินทรัพย์ที่ต่างจากต้นฉบับ ต้องปรับใช้ด้วยความเข้าใจในข้อต่างเหล่านี้
นี่คือเหตุผลที่บทความนี้ไม่ได้แนะนำว่าควรใช้ทฤษฎีใด — เพราะการเลือก ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะของแต่ละคน ซึ่งเจ้าของพอร์ตเองเข้าใจดี ที่สุด
จากทฤษฎีสู่การมองเห็นพอร์ตจริง
สิ่งที่ทุกทฤษฎีมีร่วมกันคือ — ก่อนจะนำทฤษฎีใดมาใช้ นักลงทุนต้อง เห็นภาพพอร์ตปัจจุบันของตนเองอย่างชัดเจนก่อน ทั้งสัดส่วนสินทรัพย์ แต่ละประเภท การกระจายตามภูมิภาคและสกุลเงิน และความเสี่ยงกระจุกตัว ที่อาจมองข้าม
ทฤษฎี Risk Parity หรือ All Weather จะไม่มีความหมายเลย หากนักลงทุน ยังไม่ทราบว่าปัจจุบันความเสี่ยงของพอร์ตกระจุกอยู่ที่สินทรัพย์ใด มากที่สุด การวัด beta หรือการประเมินสัดส่วนตาม Efficient Frontier ต้องเริ่มจากข้อมูลพอร์ตที่ครบและทันสมัย
Stack ช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพรวมพอร์ตในจุดเดียว — สัดส่วน สินทรัพย์ตามประเภท ภูมิภาค และสกุลเงิน — ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ จำเป็นก่อนการนำทฤษฎีการจัดพอร์ตใด ๆ มาพิจารณา โดยไม่ได้ให้คำแนะนำ ว่าควรปรับสัดส่วนอย่างไร เพราะนั่นเป็นการตัดสินใจของผู้ลงทุนเอง ทดลองใช้ได้ฟรี 14 วันที่ /#download
สรุป
ทฤษฎีการจัดพอร์ตที่ได้รับการยอมรับในวงวิชาการ — ตั้งแต่ Modern Portfolio Theory ของ Markowitz, CAPM และ Sharpe Ratio ของ Sharpe, พอร์ต 60/40, Risk Parity, All Weather ของ Dalio, Permanent Portfolio ของ Browne, ไปจนถึงปรัชญา passive ของ Bogle — ล้วนให้ กรอบความคิดที่มีคุณค่าในการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงและ ผลตอบแทน
แต่ทุกทฤษฎีมีข้อจำกัดร่วมกันคือการอิงข้อมูลในอดีตและการไม่คำนึงถึง ปัจจัยเฉพาะบุคคล การเข้าใจทั้งหลักการและข้อจำกัดของแต่ละทฤษฎีจึง สำคัญกว่าการยึดติดกับทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง — และไม่ว่าจะเลือกแนวทางใด จุดเริ่มต้นเดียวกันคือการเห็นภาพพอร์ตปัจจุบันของตนเองอย่างครบถ้วน
ในบทความถัดไป เราจะพูดถึงเรื่องที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น — รายได้จากแต่ละ แพลตฟอร์มออนไลน์ และภาระภาษีที่เกี่ยวข้องกับแต่ละประเภท
แหล่งข้อมูลและอ้างอิงเชิงวิชาการ:
- Modern Portfolio Theory — Wikipedia
- StreetFins — The Evolution of Modern Portfolio Theory
- Global Advisors — Mean-Variance Analysis and the Efficient Frontier
- AnalystPrep — The Capital Asset Pricing Model (CAPM)
- Optimized Portfolio — Ray Dalio All Weather Portfolio Review
- Picture Perfect Portfolios — All Weather vs Permanent Portfolio
- PortBalance — What Is the Permanent Portfolio?
หมายเหตุ: บทความนี้นำเสนอข้อมูลเชิงวิชาการเพื่อการศึกษาเท่านั้น มิใช่คำแนะนำการลงทุน การกล่าวถึงพอร์ตหรือสัดส่วนใด ๆ เป็นการ อธิบายทฤษฎีตามที่ปรากฏในแหล่งอ้างอิง ไม่ใช่ข้อเสนอแนะให้ปฏิบัติตาม
พร้อมลองเห็นพอร์ตของคุณในที่เดียวไหม?
Stack รวมหุ้น กองทุน อสังหาฯ ทอง คริปโต ในแอปเดียว บน macOS และ Windows · ทดลองฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
รับบทความใหม่ทางอีเมล
บทความเรื่องการลงทุน ภาษี และการบริหารทรัพย์สินสำหรับนักลงทุนไทย ส่งตรงถึงคุณ · ไม่มีสแปม · ยกเลิกได้ทุกเมื่อ