ทุกครั้งที่คนอยากซื้อคอนโดปล่อยเช่า ตัวเลขแรกที่นายหน้านำเสนอมักเป็น rental yield แบบนี้ — ราคาห้อง 3 ล้าน ค่าเช่าเดือนละ 15,000 บาท yield 6% ต่อปี ฟังดูน่าสนใจ แต่ตัวเลขนั้นตั้งอยู่บนสมมติที่ไม่ค่อยเป็นความจริง นั่นคือห้องเต็มตลอด 365 วัน ไม่มีเดือนว่างแม้แต่เดือนเดียว
ในความเป็นจริง ห้องว่างระหว่างผู้เช่าเป็นต้นทุนที่คาดเดาได้และควรนับตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ “ความโชคร้ายที่อาจเกิดขึ้น”
อัตราห้องว่างที่นักลงทุนมักลืมนับ
ข้อมูลจาก JLL Thailand Q1 2026 Residential Research ระบุว่าอัตราห้องว่างเฉลี่ยของคอนโดในกรุงเทพฯ ชั้นกลางอยู่ที่ประมาณ 15–20% ณ ต้นปี 2026 สูงกว่าระดับก่อนโควิดที่อยู่ที่ 10–12% ส่วนตลาดระดับ prime ที่ติดสถานี BTS/MRT ยังรักษาห้องว่างต่ำกว่าไว้ที่ราว 4–8%
ในทางปฏิบัติหมายความว่า หากห้องของคุณอยู่ในย่านที่มีอุปทานสูงและห้องว่างอยู่ที่ 15% คุณจะได้รับค่าเช่าจริงเพียง 10.2 เดือนต่อปี ไม่ใช่ 12 เดือน ตัวเลขนี้คิดจาก 12 × (1 – 0.15) = 10.2 เดือน ซึ่งเป็นฐานที่ถูกต้องกว่าในการคำนวณรายได้จริง
ต้นทุนที่ยังเดินแม้ห้องว่าง
สิ่งที่ทำให้ช่วงห้องว่างเจ็บปวดกว่าแค่ “ขาดรายได้” คือค่าใช้จ่ายคงที่ยังคงเดินอยู่ตลอด ไม่ว่าจะมีผู้เช่าหรือไม่ก็ตาม รายการที่ต้องจ่ายต่อเนื่อง ได้แก่
- ค่าส่วนกลาง (common area fee) — นิติบุคคลเรียกเก็บรายเดือนหรือรายปีโดยไม่สนใจว่าห้องว่าง
- เงินกองทุนสะสม (sinking fund) — จ่ายตามที่นิติบุคคลเรียก
- ดอกเบี้ยสินเชื่อ — ถ้ากู้ซื้อ ดอกเบี้ยยังเดินทุกเดือน
- ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง — คำนวณตามมูลค่าทรัพย์สิน ไม่ได้ยกเว้นเพราะห้องว่าง
- ค่าไฟส่วนกลางห้อง และค่าบำรุงรักษาเบื้องต้น (ล้างแอร์, ซ่อมแซมเล็กน้อยระหว่างผู้เช่า)
ช่วงห้องว่าง 1 เดือนสำหรับห้องที่มีค่าใช้จ่ายคงที่ 3,000–4,000 บาทต่อเดือน จึงไม่ได้แค่หายไป 15,000 บาท (ค่าเช่า) แต่รวมถึงบวกอีก 3,000–4,000 บาทที่ต้องจ่ายออกไปจากกระเป๋า กล่าวคือผลกระทบจริงต่อกระแสเงินสดคือ 18,000–19,000 บาทต่อเดือนที่ว่าง
Gross Yield กับ Net Yield — ช่องว่างที่ห้องว่างสร้าง
Landlord Studio ให้คำนิยาม vacancy loss ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการคำนวณ Net Operating Income (NOI) ซึ่งเป็นตัวเลขที่นักลงทุนอสังหาจริงจังใช้ประเมินมูลค่าและผลตอบแทน
สูตรที่ถูกต้องคือ
NOI = รายได้ค่าเช่ารวม − ขาดทุนจากห้องว่าง − ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน
สมมติห้องราคา 3,000,000 บาท ค่าเช่า 15,000 บาท/เดือน
| สถานการณ์ | รายได้ต่อปี | Gross Yield |
|---|---|---|
| Occupancy 100% (นายหน้าคำนวณ) | 180,000 บาท | 6.0% |
| Occupancy 92% (ประมาณการอนุรักษ์นิยม) | 165,600 บาท | 5.5% |
| Occupancy 85% (ย่านอุปทานสูง) | 153,000 บาท | 5.1% |
| Occupancy 80% (ย่านท้าทาย) | 144,000 บาท | 4.8% |
ต่างกัน 1.2% อาจฟังดูไม่มาก แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายคงที่ราว 30,000–40,000 บาทต่อปีออก Net Yield จริงอาจเหลือต่ำกว่าที่คาด และต่างกันหลายแสนบาทเมื่อเทียบมูลค่าพอร์ตในระยะยาว
สูตรคำนวณ ROI ที่รวมช่วงห้องว่าง
Fit Small Business แนะนำให้นักลงทุนระดับผู้ดูแลทรัพย์สินรายย่อยคำนวณตามขั้นตอนนี้
ขั้นที่ 1: ประมาณ vacancy rate ที่เหมาะสมกับย่าน
Vacancy Rate = จำนวนเดือนว่าง ÷ 12 เดือน × 100
ขั้นที่ 2: คำนวณรายได้สุทธิจริง (Effective Gross Income)
EGI = ค่าเช่าปีเต็ม × (1 − Vacancy Rate)
ขั้นที่ 3: หัก Operating Expenses
NOI = EGI − ค่าส่วนกลาง − ภาษี − ซ่อมบำรุง − ค่าจัดการ
ขั้นที่ 4: คำนวณ Net Yield จริง
Net Yield = NOI ÷ ราคาซื้อ × 100
ตัวอย่างเต็ม: ห้อง 3,000,000 บาท ค่าเช่า 15,000 บาท/เดือน vacancy 10% ค่าใช้จ่าย 36,000 บาท/ปี
- EGI = 180,000 × 0.90 = 162,000 บาท
- NOI = 162,000 − 36,000 = 126,000 บาท
- Net Yield = 126,000 ÷ 3,000,000 = 4.2%
ไม่ใช่ 6% ตามที่ presentation slide นายหน้าแสดง
อัตราห้องว่างในแต่ละย่านกรุงเทพฯ
ข้อมูลตลาดในปี 2026 แสดงให้เห็นความต่างระหว่างย่านค่อนข้างชัด
ย่าน vacancy ต่ำ (5–8%): สุขุมวิท ทองหล่อ เอกมัย พื้นที่ติดสถานี BTS สาย Silom และ Sukhumvit ในระยะ 200–400 เมตร โดยเฉพาะห้องที่ขนาดและราคาตรงกับดีมานด์ของผู้เช่าชาวต่างชาติและผู้บริหารระดับกลางถึงสูง
ย่าน vacancy ปานกลาง (10–15%): พระราม 4 ลาดพร้าว พหลโยธิน รัชดา ห้วยขวาง สุทธิสาร — อุปทานใหม่เข้าสูงในช่วง 2022–2025 กดดันอัตราการเช่า แต่ทำเลยังมีดีมานด์จาก commuter
ย่าน vacancy สูง (15–25%+): พื้นที่ชานเมืองที่ไม่มีรถไฟฟ้า หรือโครงการที่อุปทานเกิน demand จากผู้เช่าจริง ตลาดเหล่านี้ใช้เวลานานกว่าในการหาผู้เช่าแต่ละรอบ และค่าเช่าอาจถูกกดดันลง
ประเด็นที่นักลงทุนมักมองข้ามคือ vacancy rate ไม่ได้คงที่ตลอดการถือครอง ในช่วง 3–5 ปีแรกโครงการใหม่อาจยังรักษาอัตราการเช่าสูงได้ แต่เมื่ออุปทานใหม่ทยอยเข้า vacancy rate มักค่อยๆ สูงขึ้น
จัดการช่วงห้องว่างให้สั้น — สิ่งที่ควบคุมได้
แม้ vacancy rate ระดับตลาดอาจอยู่เหนือการควบคุมของเจ้าของห้องรายเดียว แต่มีปัจจัยที่เจ้าของทำได้เพื่อรักษา occupancy ให้ดีกว่าค่าเฉลี่ยย่าน
ประการแรก กำหนดราคาเช่าที่สอดคล้องกับตลาดจริง ไม่ใช่ราคาที่ “ต้องการ” — เจ้าของหลายรายตั้งราคาสูงกว่าตลาด 10–15% แล้วปล่อยห้องว่างไป 2–3 เดือน ซึ่งเสียหายมากกว่าการลดราคา 500–1,000 บาทต่อเดือน
ประการที่สอง ประสานสัญญาให้ต่อเนื่อง — หากผู้เช่าปัจจุบันต้องการต่อสัญญา การต่อล่วงหน้า 2–3 เดือนก่อนหมดอายุช่วยหลีกเลี่ยงช่วงว่างโดยสิ้นเชิง ต้นทุนของการต่อที่ราคาเดิม (ไม่ปรับขึ้น) มักน้อยกว่าห้องว่าง 1 เดือน
ประการที่สาม ติดตามสถิติของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ — รู้ว่าห้องตัวเองมี occupancy เท่าไรในรอบปีที่ผ่านมา จะช่วยให้ตั้ง yield projection รอบหน้าได้แม่นยำกว่า นักลงทุนหลายคนใช้ Stack ในการบันทึกสัญญาเช่า รายรับจริง และค่าใช้จ่ายรายเดือนแต่ละห้อง ทำให้เห็นภาพรวมว่า occupancy จริงเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไรและ net yield ที่แท้จริงคือเท่าไร แทนที่จะอ้างตัวเลขที่คำนวณจากสมมติ — ดูฟีเจอร์ได้ที่ /#features
ห้องว่างไม่ใช่ความโชคร้าย แต่เป็นตัวแปรที่นับได้
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในตลาดปล่อยเช่าระยะยาวมักพูดตรงกันว่าพวกเขาไม่ได้เก่งกว่าคนอื่นในการหาผู้เช่า แต่พวกเขาตั้งงบไว้ตั้งแต่แรกว่าจะมีห้องว่างอยู่ส่วนหนึ่ง และนั่นทำให้ตัวเลขในหัวพวกเขาตรงกับความจริงมากกว่า
Gross yield 6% ที่นายหน้าบอก กับ Net yield 4% ที่คุณได้จริง คือสองตัวเลขที่ต่างกันในเชิงการตัดสินใจ ลงทุนที่ไหนดี ต้องกู้เท่าไร กระแสเงินสดเดือนไหนติดลบ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่าคุณเริ่มต้นด้วยสมมติที่ถูกต้องตั้งแต่แรกหรือเปล่า
บทความหน้าในชุด Landlord เราจะไปดูการบัญชีเงินมัดจำผู้เช่า — ว่าเงินก้อนนั้นถือว่าเป็นของใคร ควรเก็บที่ไหน และบันทึกยังไงในเชิง net worth ของเจ้าของ
แหล่งอ้างอิง: - JLL Thailand — Q1 2026 Residential Bangkok Market Report - Fit Small Business — Vacancy Rate Calculator - Landlord Studio — Vacancy Rate Definition
พร้อมลองเห็นพอร์ตของคุณในที่เดียวไหม?
Stack รวมหุ้น กองทุน อสังหาฯ ทอง คริปโต ในแอปเดียว บน macOS และ Windows · ทดลองฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
รับบทความใหม่ทางอีเมล
บทความเรื่องการลงทุน ภาษี และการบริหารทรัพย์สินสำหรับนักลงทุนไทย ส่งตรงถึงคุณ · ไม่มีสแปม · ยกเลิกได้ทุกเมื่อ