Home bias ของนักลงทุนไทย — งานวิจัยและผลกระทบต่อ diversification

นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ถือสินทรัพย์ในประเทศมากกว่าที่ทฤษฎีการลงทุนแนะนำ บทความนี้รวบรวมงานวิจัยระดับนานาชาติและข้อมูลตลาดไทยล่าสุด เพื่อช่วยให้เข้าใจว่า home bias ส่งผลต่อพอร์ตระยะยาวอย่างไร

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดหุ้นต่างประเทศมักพบว่าตนเองถือหุ้นไทยในสัดส่วนสูงกว่าที่ตั้งใจไว้ บางคนอธิบายว่าเป็นเพราะ “รู้จักบริษัทไทยดีกว่า” บางคนบอกว่าสะดวกกว่า ไม่ต้องเปิดบัญชีต่างประเทศหลายที่ แต่ในโลกการลงทุน รูปแบบพฤติกรรมนี้มีชื่อเรียกที่เฉพาะเจาะจง และมีงานวิจัยกว่า 30 ปีที่บันทึกต้นทุนที่ซ่อนอยู่ของมัน

Home bias คืออะไร และแพร่หลายแค่ไหน

ในปี 1991 นักเศรษฐศาสตร์ Kenneth French และ James Poterba ตีพิมพ์งานวิจัยที่กลายเป็นรากฐานของสาขานี้ พวกเขาวัดสัดส่วนการถือหุ้นในประเทศของนักลงทุนจาก 5 ประเทศใหญ่ และพบตัวเลขที่น่าตกใจ นักลงทุนสหรัฐถือหุ้นสหรัฐ 92.2% ของพอร์ต ญี่ปุ่น 95.7% สหราชอาณาจักร 92% เยอรมนี 79% และฝรั่งเศส 89.4% — ในขณะที่น้ำหนักของแต่ละประเทศในตลาดโลกอยู่ที่ไม่กี่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า equity home bias และนักวิจัยด้านการเงินพฤติกรรม (behavioral finance) ได้ศึกษามันต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน สิ่งที่น่าสนใจคือแม้ตลาดทุนโลกจะเปิดกว้างขึ้นมากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา home bias ก็ยังคงอยู่ในระดับสูง เพียงแต่ลดลงอย่างช้าๆ

สาเหตุที่งานวิจัยชี้ — ทำไมนักลงทุนถึงเอนเอียงตลาดบ้าน

งานศึกษาในวารสารวิชาการหลายฉบับระบุสาเหตุหลักไว้ 4 กลุ่ม ได้แก่ ข้อจำกัดในการลงทุนต่างประเทศ ความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละประเทศ ความไม่สมมาตรของข้อมูล และปัจจัยทางวัฒนธรรมและพฤติกรรม

ในบริบทไทย ข้อจำกัดแบบเดิมส่วนใหญ่ได้ลดลงมากแล้ว ปัจจุบันนักลงทุนไทยสามารถซื้อหน่วยลงทุน FIF (กองทุนที่ลงทุนต่างประเทศ) ได้สะดวก มีกองทุนที่อ้างอิงดัชนีโลก และเข้าถึงตลาดสหรัฐผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ได้เพิ่มขึ้น

สิ่งที่เหลืออยู่คือส่วนที่แก้ยากกว่า นั่นคือความรู้สึกคุ้นเคย นักลงทุนมักประเมินความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่ตนคุ้นเคยต่ำกว่าความเป็นจริง และประเมินความเสี่ยงของสิ่งที่ไม่คุ้นสูงกว่าความเป็นจริง ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า familiarity bias และมักทำงานร่วมกับ home bias อย่างแนบเนียน

ต้นทุนที่วัดได้ — งานวิจัยเรื่อง performance

Vanguard ได้ตีพิมพ์งานวิจัยที่วิเคราะห์ประสิทธิภาพของพอร์ตที่มี home bias ต่างๆ กัน หนึ่งในผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือช่วงทศวรรษ 2000-2010 ซึ่งนักลงทุนสหรัฐที่ถือหุ้นสหรัฐล้วนๆ แทบไม่ได้ผลตอบแทน ในขณะที่พอร์ตที่ผสม 60% สหรัฐ / 40% ต่างประเทศ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ +4.1% ตลอดทศวรรษเดียวกัน

นี่ไม่ได้หมายความว่าตลาดต่างประเทศดีกว่าตลาดสหรัฐเสมอ แต่แสดงให้เห็นว่าเมื่อตลาดบ้านอยู่ในช่วงซบเซา การกระจายความเสี่ยงออกไปยังภูมิภาคอื่นทำหน้าที่เป็นกันชนที่มีผลจริงในทางปฏิบัติ

CFA Institute ยังได้สรุปผลวิจัยล่าสุดว่านักลงทุนที่มี home bias สูงแบกรับความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้ (endogenous risk) โดยไม่ได้รับผลตอบแทนชดเชยในระยะยาว กล่าวคือ ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมานั้นไม่ได้แปลงเป็น expected return ที่สูงขึ้น

นักลงทุนไทยอยู่ตรงไหนในภาพนี้

ข้อมูลจาก OECD Capital Market Review of Thailand 2025 ชี้ให้เห็นภาพที่น่าสนใจ ตลาดหุ้นไทย (SET) มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติอยู่ที่ราว 35% ของมูลค่าตลาดรวม ขณะที่กองทุนในประเทศไทยมีแนวโน้มขายหุ้นไทยสุทธิต่อเนื่องมาหลายไตรมาส

สัญญาณนี้บ่งชี้ว่านักลงทุนสถาบันไทยกำลังปรับพอร์ตออกจาก home bias มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้เข้าถึงตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้น เช่น กองทุน FIF และ DR (Depositary Receipt) ที่เพิ่มจำนวนจาก 65 รายการในปี 2024 เป็นกว่า 231 รายการในปลายปี 2025

สำหรับนักลงทุนรายบุคคล ข้อมูลตรงๆ ยากที่จะหาได้ แต่จากการสังเกตพฤติกรรมโดยทั่วไป นักลงทุนไทยจำนวนมากยังคงมีสัดส่วนหุ้นไทยในพอร์ตสูงกว่า 70-80% แม้จะมีบัญชีต่างประเทศแล้วก็ตาม

Home bias ในระดับที่เหมาะสม — ไม่ใช่ศูนย์

จุดที่น่าสนใจจากงานวิจัยของ Vanguard คือ การถือสินทรัพย์ในประเทศบ้างไม่ใช่เรื่องผิด สำหรับตลาดส่วนใหญ่ การมี home bias ที่ “เหมาะสม” อยู่ในช่วง 25-60% ช่วยลดความเสี่ยงจากการผันผวนของค่าเงิน และช่วยให้พอร์ตสอดคล้องกับภาระผูกพันในสกุลเงินบาท เช่น ค่าใช้จ่ายในประเทศ ค่าผ่อนบ้าน หรือเป้าหมายทางการเงินที่วัดเป็นบาท

ปัญหาไม่ใช่การมีหุ้นไทย แต่คือการมีหุ้นไทยมากเกินไปโดยไม่ตั้งใจ หรือมากเกินไปเพราะ familiarity bias โดยไม่รู้ตัว

กรณีที่น่ากังวลกว่าคือนักลงทุนที่ถือหุ้นไทยกลุ่มเดียว เช่น ธนาคาร พลังงาน หรืออสังหาริมทรัพย์ 90%+ ซึ่งไม่เพียงมี home bias สูง แต่ยังมีความเสี่ยงกระจุกในอุตสาหกรรมเดียวกันด้วย การประเมินตนเองต้องดูทั้งสองมิตินี้พร้อมกัน

รู้จักพอร์ตของตัวเองจริงๆ ก่อนตัดสิน

หนึ่งในอุปสรรคที่ทำให้การแก้ home bias ยากคือ นักลงทุนหลายคนไม่ทราบตัวเลขที่แน่ชัดของสัดส่วนสินทรัพย์ในแต่ละภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อพอร์ตประกอบด้วยกองทุนรวม หุ้นตรง อสังหาริมทรัพย์ และสินทรัพย์อื่นๆ ที่กระจายอยู่หลายสถาบัน

Stack ช่วยรวมสินทรัพย์ทุกประเภทไว้ในที่เดียว ทั้งหุ้นไทย กองทุน FIF หุ้นสหรัฐ อสังหาริมทรัพย์ และรายได้จากธุรกิจ ทำให้เห็นสัดส่วนที่แท้จริงของพอร์ตก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ — รายละเอียดที่ /#features

สรุป — รู้จักก่อน จึงปรับได้ถูกต้อง

Home bias ไม่ใช่ความผิดพลาดที่ต้องรีบแก้ทันที แต่เป็นรูปแบบพฤติกรรมที่ควรรู้ตัวและตั้งใจจัดการ งานวิจัยชี้ว่าผลกระทบต่อผลตอบแทนระยะยาวมีอยู่จริง และมักปรากฏให้เห็นชัดในช่วงที่ตลาดบ้านซบเซาต่อเนื่อง ไม่ใช่ในปีที่ดี

ขั้นแรกคือการรู้ว่าพอร์ตของตัวเองอยู่ตรงไหน ก่อนที่จะตัดสินว่า home bias ที่มีอยู่นั้นเป็นผลจากการตัดสินใจอย่างตั้งใจ หรือสะสมมาโดยไม่รู้ตัว

บทความถัดไปในชุดนี้จะพูดถึงผลกระทบของค่าสกุลเงินต่อผลตอบแทนจริงของสินทรัพย์ต่างประเทศ และวิธีคิดเรื่อง currency exposure อย่างเป็นระบบ

ℹ️ Stack เป็นเครื่องมือบันทึก ไม่ใช่ที่ปรึกษาการลงทุนหรือภาษี บทความนี้สำหรับการศึกษาเท่านั้น · ตัดสินใจของคุณเอง · ตรวจสอบกับนักบัญชี/ที่ปรึกษาก่อนเสมอ

พร้อมลองเห็นพอร์ตของคุณในที่เดียวไหม?

Stack รวมหุ้น กองทุน อสังหาฯ ทอง คริปโต ในแอปเดียว บน macOS และ Windows · ทดลองฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต