ปีที่แล้ว นักลงทุนคนหนึ่งคำนวณ Net Worth ตัวเองได้ราว 30 ล้านบาท แล้วตัดสินใจปลดหนี้สินเชื่อบ้านหลังหนึ่งด้วยการขายหุ้นต่างประเทศที่ถือมานาน แต่เมื่อถึงช่วงยื่นภาษี ยอดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องจ่ายในปีนั้นกลายเป็นตัวเลขที่ไม่เคยนับไว้เลย เพราะเขาใส่ราคาตลาดของหุ้นเข้าไปใน Net Worth โดยไม่ได้หักภาษีที่ซ่อนอยู่ในกำไรสะสม
นี่คือความต่างระหว่าง Net Worth ก่อนภาษีและหลังภาษี และในบางพอร์ต ตัวเลขสองชุดนี้ต่างกันมากกว่าที่หลายคนคาด
ภาษีรอชำระ (Deferred Tax) คืออะไร
ในทางบัญชีธุรกิจ deferred tax liability คือหนี้สินภาษีที่เกิดขึ้นแล้วในทางเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ถึงเวลาชำระตามกฎหมาย สำหรับบุคคลทั่วไป หลักการเดียวกันนี้เกิดขึ้นเมื่อเราถือสินทรัพย์ที่มีกำไรที่ยังไม่ได้ขาย ซึ่งเมื่อขายแล้วจะก่อให้เกิดภาระภาษีทันที
ลองนึกถึงอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อมา 5 ล้านบาทในปี 2558 แต่ปัจจุบันมีราคาประเมิน 12 ล้านบาท ถ้านับเข้า Net Worth ก็จะลง 12 ล้าน แต่ถ้าขายวันนี้ กำไร 7 ล้านบาทนั้นจะถูกนับเป็นรายได้และเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า ยอดจริงที่ได้ในมือจะน้อยกว่า 12 ล้านเสมอ ส่วนต่างนั้นคือ deferred tax ที่ซ่อนอยู่ในสินทรัพย์
สินทรัพย์ที่ไม่มีภาษีรอชำระ — กลุ่มที่โชคดี
หุ้นที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เป็นกลุ่มที่นักลงทุนไทยได้สิทธิพิเศษ กำไรจากการขายหุ้นในตลาด SET ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยสมบูรณ์สำหรับนักลงทุนรายบุคคล ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 42(14) ที่กำหนดไว้ชัดเจน ซึ่งหมายความว่า Net Worth ที่มาจากหุ้น SET นั้นเป็นตัวเลข after-tax อยู่แล้ว ไม่ต้องหักอะไรเพิ่ม
เงินสด เงินฝาก และพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยแล้วก็อยู่ในกลุ่มที่ไม่มีภาษีซ่อน เพราะคุณรู้ตัวเลขจริงวันนี้เลย กองทุนรวมไทยในส่วนที่เป็น capital gain ก็ได้รับการยกเว้นในลักษณะเดียวกัน แม้เงินปันผลจากกองทุนบางประเภทอาจมีภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% แต่ตัวเลขนั้นถูกหักไปแล้ว ไม่ใช่ภาระที่รอการชำระในอนาคต
สินทรัพย์ที่มีภาษีรอชำระ — กลุ่มที่ต้องระวัง
หุ้นต่างประเทศและกำไรจากการลงทุนในต่างประเทศ คือกลุ่มที่ซับซ้อนที่สุดสำหรับนักลงทุนไทยในยุคหลังปี 2567 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ป.161 และ ป.162 เงินได้ที่เกิดจากการลงทุนในต่างประเทศที่นำกลับมาไทยในปีที่ได้รับ จะต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า 0–35%
ถ้าคุณถือ portfolio ต่างประเทศที่มีมูลค่า 10 ล้านบาท โดยมีกำไรสะสม 4 ล้านบาท (ต้นทุนอยู่ที่ 6 ล้าน) เมื่อขายและโอนเงินกลับ กำไร 4 ล้านจะถูกนับเป็นรายได้และเสียภาษีในอัตราสูงสุดอาจถึง 30–35% ทำให้ตัวเลข after-tax จริงอาจเหลือแค่ประมาณ 8.6–8.8 ล้านบาท ต่างจากที่บันทึกไว้กว่า 1 ล้าน
อสังหาริมทรัพย์ อยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน กำไรจากการขายอสังหาถูกนับเป็นรายได้ตามมาตรา 40(8) โดยมีวิธีคำนวณพิเศษที่ใช้เวลาถือครองเป็นตัวช่วยลดอัตราภาษีจริง แต่ภาระก็ยังมีอยู่เสมอ โดยเฉพาะสำหรับทรัพย์สินที่มีกำไรสะสมสูงจากการถือครองระยะสั้นหรือปานกลาง
LTF และ RMF ที่ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีมาแล้ว เมื่อถอนออกก็ต้องนำมารวมรายได้ในปีที่ถอน (มีเงื่อนไขตามประเภทกองทุนและระยะเวลาถือ) แม้ข้อปฏิบัติจริงมีความซับซ้อน แต่โดยหลักการแล้วถือว่ามีภาระภาษีแฝงอยู่ในสัดส่วนหนึ่ง
ผลกระทบต่อ Net Worth จริงๆ ยังไง
งานวิจัยจาก AgQuest Financial Services ที่ศึกษาเกษตรกรอเมริกันที่ถือที่ดินและสินทรัพย์ระยะยาวพบว่า deferred tax liabilities คิดเป็น 22–27% ของ net worth โดยเฉลี่ย ตัวเลขนี้อาจดูสูง แต่ถ้าคิดตามจริงสำหรับนักลงทุนไทยที่มีพอร์ตต่างประเทศและอสังหาจำนวนมาก ก็ไม่ได้ไกลจากความเป็นจริง
สมมุติพอร์ตที่ประกอบด้วย:
| สินทรัพย์ | มูลค่าตลาด (บาท) | ภาษีรอชำระ (ประมาณ) | After-tax |
|---|---|---|---|
| หุ้น SET | 5,000,000 | ไม่มี | 5,000,000 |
| หุ้นต่างประเทศ (กำไรสะสม 40%) | 8,000,000 | ~840,000 | ~7,160,000 |
| อสังหาริมทรัพย์ (กำไรสะสม 60%) | 15,000,000 | ขึ้นกับปีถือครอง | ~13,000,000 |
| เงินสดและตราสารหนี้ | 2,000,000 | ไม่มี | 2,000,000 |
| รวม | 30,000,000 | ~2,000,000+ | ~27,000,000 |
Pre-tax net worth อยู่ที่ 30 ล้าน แต่ after-tax จริงอาจเหลือราว 27 ล้านหรือน้อยกว่า ขึ้นอยู่กับโครงสร้างรายได้รวมในปีที่ขายสินทรัพย์ เพราะอัตราภาษีก้าวหน้าทำให้รายได้จากการขายที่ทับซ้อนกับเงินเดือนหรือรายได้อื่นในปีเดียวกัน เสียภาษีสูงกว่าปีที่รายได้มาคนเดียว
วิธีมองและบันทึกให้ถูกต้อง
ในประสบการณ์ของผม การคำนวณ deferred tax ทุกบาทสำหรับการติดตาม net worth รายเดือนนั้นซับซ้อนเกินคุ้มค่า เพราะอัตราภาษีเปลี่ยนทุกปีตามรายได้รวม และการคาดเดาอัตราภาษีในอนาคตมีความไม่แน่นอนสูง แต่มีแนวทางปฏิบัติสามระดับที่ทำได้จริง
ระดับ Awareness คือการรู้ว่าสินทรัพย์ไหนมีภาษีซ่อนอยู่โดยไม่ต้องคำนวณทุกวัน สิ่งสำคัญคือการบันทึกต้นทุนที่ซื้อมาให้ครบถ้วนเสมอ เพราะ capital gain คือราคาปัจจุบันลบต้นทุน และถ้าต้นทุนหาย กำไรคำนวณไม่ได้
ระดับ Planning คือการประมาณการก่อนตัดสินใจสำคัญ ทุกครั้งที่วางแผนขายสินทรัพย์ก้อนใหญ่ ควรให้นักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีช่วยประมาณยอดภาษีในปีนั้น โดยรวมรายได้ทุกประเภทเข้าด้วยกัน เพราะในปีที่มีรายได้ประจำสูงอยู่แล้ว รายได้จากการขายสินทรัพย์จะถูกเก็บภาษีที่อัตราสูงกว่าปีที่รายได้ต่ำ
ระดับ Optimization สำหรับ HNWI ที่มีพอร์ตต่างประเทศขนาดใหญ่ การกระจายการขายออกหลายปีเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเก็บที่ bracket สูงสุดเป็นแนวทางที่ Kubera ซึ่งเป็น wealth tracker สำหรับ HNWI ระดับโลกแนะนำให้ผู้ใช้พิจารณา ในบริบทไทย ยังมีมิติของ ป.161/162 ที่ต้องวางแผนปีที่รับเงินให้สอดคล้องกับภาระรายได้รวมด้วย
สำหรับนักลงทุนที่ใช้ Stack ติดตามพอร์ต แอปบันทึกต้นทุนและกำไรของแต่ละรายการไว้ และฟีเจอร์ Tax module ช่วยแยกเงินต้นออกจากกำไรตาม ป.161/162 โดยเฉพาะ ทำให้ประมาณภาษีรอชำระได้ง่ายขึ้นในช่วงวางแผนก่อนตัดสินใจ — ดูฟีเจอร์ทั้งหมดได้ที่นี่
สิ่งที่ควรรู้ก่อนใช้ตัวเลข Net Worth ตัดสินใจ
Net Worth บนกระดาษเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ตัวเลขที่ใช้วางแผนจริงควรเป็น after-tax wealth โดยเฉพาะใน 3 สถานการณ์นี้
เมื่อต้องการ liquidity ก้อนใหญ่ในระยะเวลาสั้น ควรรู้ก่อนว่าสินทรัพย์ที่จะขายมีต้นทุนภาษีเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้แผนการเงินพลาดจากตัวเลขที่ตั้งไว้ ทั้งในเรื่องของยอดสุทธิที่ได้ และช่วงเวลาที่เงินจะถึงมือจริง
เมื่อเปรียบเทียบความมั่งคั่งข้ามปี pre-tax net worth ที่เพิ่มขึ้นอาจมาจากทั้งการออม ผลตอบแทนจากการลงทุน และค่าเงิน แต่ถ้าสัดส่วนสินทรัพย์ต่างประเทศเพิ่มขึ้น ภาษีแฝงก็เพิ่มขึ้นพร้อมกันโดยที่ตัวเลขรวมบอกไม่ได้
เมื่อวางแผนการเกษียณ ตัวเลขที่ใช้คำนวณว่าพอร์ตจะค้ำชีวิตได้นานแค่ไหนควรเป็น after-tax เสมอ เพราะทุกบาทที่ถอนจากพอร์ตต่างประเทศหรือจากการขายอสังหาจะผ่านระบบภาษีก่อนถึงมือ
Net Worth ก่อนภาษีบอกว่าคุณ “มีอะไร” ส่วน after-tax คือสิ่งที่คุณ “ใช้ได้จริง” ความต่างนั้นเป็นเรื่องที่ควรรู้ก่อนกดยืนยันการตัดสินใจสำคัญครั้งต่อไป
บทความถัดไปจะพูดถึง home bias ของนักลงทุนไทย — ว่างานวิจัยบอกอะไรเกี่ยวกับความเสี่ยงที่มักมองข้ามเมื่อพอร์ตเน้นหนักในตลาดบ้านเกิดมากเกินไป
พร้อมลองเห็นพอร์ตของคุณในที่เดียวไหม?
Stack รวมหุ้น กองทุน อสังหาฯ ทอง คริปโต ในแอปเดียว บน macOS และ Windows · ทดลองฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
รับบทความใหม่ทางอีเมล
บทความเรื่องการลงทุน ภาษี และการบริหารทรัพย์สินสำหรับนักลงทุนไทย ส่งตรงถึงคุณ · ไม่มีสแปม · ยกเลิกได้ทุกเมื่อ